เกาะหมาก & Neverland, ตราด

Blogged under Koh Mak, Somewhere to go, Trat by Rainbow on Tuesday 9 June 2009 at 10:37 pm

1. เกาะหมาก

รู้จักเกาะหมากครั้งแรกเลย จากเฮียเซ๊งน้อยร้อยโล
จากห้อง เที่ยวไปกินไป ใน eatamare.pantipmember.com

http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2006/10/E4794751/E4794751.html
http://topicstock.pantip.com/blueplanet/topicstock/2006/10/E4787818/E4787818.html



เฮียเซ๊งมีเพื่อนเป็นเจ้าของ รีสอร์ทแห่งหนึ่งบนเกาะ
ทำให้บ่อยครั้งที่เฮียเซ๊งกลับมาโพสต์กระทู้เกี่ยวกับเกาะหมาก
ทะเลแสนไกลฝั่งตะวันออกของประเทศไทย
สีสันของที่พัก ความใสของฟ้า ความสวยของทะเล
เศษทรายและใบหน้าเปื้อนยิ้มของคนที่กลับมา

หลายปีก่อนเคยติดรถของเฮียเซ๊งไปลงแถวบ้าน
ที่จันทบุรี รู้สึกเสียดายนิด ๆ ที่ต้องลงระหว่างทาง
ในขณะที่สมาชิกในรถลั๊ลลาไปติดเกาะกัน
แถมขากลับ เฮียเซ๊ง ยังใจดีแวะรับกลับมา กทม. ด้วยกันอีกน่ะ
ไอ้เราก็ได้นั่งชื่นชมรูปในกล้องของคนอื่น
และนั่งเพลิดเพลินไปกับรูปในกระทู้ของเฮีย

เถอะนะ วันหนึ่งหนูจะไปเกาะหมากบ้างล่ะ เฮียเซ๊ง!

จนแล้วจนรอด ก็มัวแต่ไปนู่นไปนี่
แต่ไม่มีแพลนที่จะได้ไปติดเกาะกะเค้าซักที


2. Neverland*



My inspirator ที่ชื่อว่า ange*
ย้ายไปอยู่ Neverland พักหนึ่ง
เธอเล่าว่าที่ Neverland มีปีเตอร์แพนเป่าทรัมเป็ต
และมีทิงเกอร์เบลล์ที่มอมแมมไปด้วยสีทาบ้าน
เรื่องจริง ไม่ใช่การ์ตูน Walt disney แต่อย่างใด



เรื่องราวของ ange* ที่ Neverland
สนุกและไม่ซ้ำกับใคร

อ่านเรื่องราวของ Neverland* ที่เขียนโดย ange* ได้ที่

http://ramida.net/2008/07/31/neverland

อ่านจบจนได้รู้ว่า Neverland ที่ว่า
มันอยู่ตรงไหนของแผนที่โลก

เอ๊ะ! นี่มันเกาะเดียวกับที่เฮียเซ๊งเล่านี่นา

To be continue….

Bangkok Sea View ร้านจุดชมวิวทะเลกรุงเทพ

Blogged under Bangkok, Somewhere to eat by Rainbow on Monday 1 June 2009 at 10:17 pm

ถ้ามีเวลาเพียง 5-6 ชั่วโมง
แต่อยากชิลชิลกินอาหารทะเล
จิบเบียร์พร้อมชมพระอาทิตย์ตกน้ำ
จะเป็นจริงได้หรือไม่ ที่กรุงเทพมหานคร?



คำตอบคือได้ ถ้าคุณไปที่นี่ Bangkok Sea View :)

ร้านอาหารบางกอกซีวิว หรือ ร้านจุดชมวิวทะเลกรุงเทพ
ตั้งอยู่กลางทะเลอ่าวไทย

วิธีการเดินทางคือทางเรือเท่านั้น
โดยไปทางถนนบางขุนเทียน (ซึ่งเป็นถนนที่ซ่อมทั้งปี ไม่เคยเสร็จ)



การเดินทาง กว่าจะขับรถปุเลง ถึงท่าเรือที่จะไปร้านอาหาร
อาจจะลำบากนิดหน่อย แต่รับรองว่าคุ้ม
และไม่ต้องกลัวหลง เพราะจะมีป้ายร้านติดนำทางไว้ตลอด
จนถึงจุดขึ้นเรือของทางร้าน

พอลงเรือไปแล้ว จะเหมือนหลุดไปอีกโลกหนึ่ง
โลกที่ต่างจากกรุงเทพมหานครโดยสิ้นเชิง

โลกที่ว่านี้ คือโลกของชาวกรุงเทพริมฝั่งน้ำเล
ที่บ้านแต่ละหลังปลูกอยู่ห่าง ๆ กัน
หน้าบ้านเป็นน้ำ ข้าง ๆ คือป่าชายเลน
มีโรงจอดเรือประจำบ้าน แทนโรงจอดรถ
ป่าชายเลนเขียวขจี คุ้งน้ำกว้าง
ลมทะเลพัดจนตึงหน้า

เวลาที่เหมาะสำหรับเดินทางไปที่นี่
คือไปให้ถึงท่าเรือประมาณสี่โมงเย็น
เพราะแดดจะเริ่มอ่อนและร้อนไม่มาก

เวลาที่เรือแล่นไปในเวิ้งน้ำจนฟุ้งกระเซ็น
เมื่อแสงแดดส่องกระทบในมุมที่เหมาะเจาะ
จะสามารถมองเห็นสายรุ้งตัวเล็ก ๆ ที่กาบเรือด้านข้างอีกด้วย
(ไปร้านนี้มาหลายครั้งได้เห็นสายรุ้งข้างเรือทุกครั้ง:)

ก่อนเรือจะออกสู่อ่าวไทย
เราจะมองเห็นหลักเขตกรุงเทพอยู่ลิบ ๆ
(เป็นคนกรุงเทพกัน เคยเห็นหลักเขตกรุงเทพกันหรือเปล่าคะ?)

เรือจะพาไปวนและจอดให้ถ่ายรูปหลักเขตกรุงเทพ
ที่ตอนนี้จมอยู่ในทะเล


น่าใจหาย..เมื่อครั้งหนึ่ง
ตรงที่เรือแล่นอยู่นี้เคยเป็นแผ่นดินมาก่อน
เสาไฟฟ้าจมน้ำยังมีให้เห็นตามทางเรือแล่น
น้ำทะเลกัดเซาะริมฝั่งเข้ามาเรื่อย ๆ



ร้านบางกอกซีวิว นี้เกิดขึ้นด้วยแนวคิดที่จะอนุรักษ์พื้นที่น้ำกัดเซาะ
ให้นักท่องเที่ยวได้เรียนรู้ถึงวิถีชีวิต
และรับทราบถึงสถานการณ์ของสิ่งแวดล้อมบริเวณนี้

หลังจากเรือไปจอดให้ชมหลักเขตกรุงเทพกลางทะเลอ่าวไทยแล้ว
ก็ได้เวลากินข้าวซะที
พอขึ้นเรือปุ๊บ ถ้าใครปวดห้องน้ำให้เดินไปแล้วเลี้ยวขวา
ห้องน้ำที่นี่คลาสสิคมาก ๆ เพราะถ้าเรายืนบนโถส้วม
เราจะเห็นทะเล และถ้าพระอาทิตย์กำลังตกน้ำ
เราก็จะเห็นวิวนั้นด้วย!



ซักครั้งนึงในชีวิตนิ ลองฉี่และชมพระอาทิตย์ตกทะเลไปพร้อม ๆ กัน ^^






สำหรับอาหารทะเลที่ร้านนี้
ก็ถือว่าผ่านในระดับปานกลาง








อย่าคาดหวังอะไรมากมาย
เพราะราคาอาหารนี้รวมวิวทิวทัศน์ที่สมราคาแล้วค่ะ



โต๊ะจัดเรียงเป็นแนวนอน นั่งพื้นแบบมีเบาะให้ปูนั่ง
ใครใคร่นอนก็นอนได้

จากโต๊ะอาหาร ทุกโต๊ะจะได้ชมวิวเดียวกัน
นั่นคือ วิวพระอาทิตย์ดวงกลมสีส้มจมน้ำทะเล
และฝูงนกทะเล ที่บินโชว์ฝูงใหญ่ ๆ ในทุก ๆ วัน
มองวิวแล้วทำใจให้สบาย
นั่งชิมอาหารทะเลไปเรื่อย ๆ
ลืมความกังวล ลืมเรื่องงานไปทุกสิ่ง



แต่อย่าลืมสิ่งหนึ่งว่า
เรากำลังนั่งอยู่กลางทะเล
กินอาหารและชมพระอาทิตย์ตก
อยู่ที่จังหวัดกรุงเทพมหานคร

ทะเลกรุงเทพของจริง :D


ดูแผนที่, เมนูอาหาร, ที่มาที่ไป รวมถึง print คูปองส่วนลด
ได้ที่เว็บของร้าน -> http://www.bangkokseaview.com


Note:



1. ตอนไปถึงร้านอย่าลืมสั่งเบียร์มาให้สารถีจิบนิด ๆ หน่อย ๆ
จะได้อารมณ์ดี เพราะหงุดหงิดจากการขับลุยถนนโลกพระจันทร์
แถมขากลับอาจจะต้องลุยโลกดาวอังคารต่อกว่าจะถึงบ้าน

2. อย่าหงุดหงิดกับพนักงานที่นี่
เพราะส่วนใหญ่บริการไม่ค่อยประทับใจ
สั่งอาหารแล้วอาจจะต้องเรียกซ้ำสองสามรอบ
รวมถึงตอนเก็บเงินด้วย

3. สำหรับคนที่ Print คูปองส่วนลด 10% จากเว็บของ Bangkokseaview
อย่าลืมเอาไปให้พนักงานดูก่อนว่าเรามีนะ
ไม่งั้นถ้าเช็คบิลแล้ว จะไม่สามารถให้นำกลับไปคิดเงินใหม่ได้
** สำคัญมาก เพราะเคย print ไปแล้วไม่ได้ส่วนลด เจ็บใจ….

ฤดูหนาวสีชมพู, ภูทับเบิก เพชรบูรณ์

Blogged under Phetchabun, Somewhere to go by Rainbow on Friday 29 May 2009 at 10:37 pm

ฤดูหนาวของฉันเป็นสีชมพูอ่อนหวาน
ตัดกับสีฟ้าครามและสีเขียวของไร่กระหล่ำปลีบนเนินเขา



ซากุระ หรือนางพญาเสือโคร่ง บานจนเกือบทั้งภูเขาเป็นสีชมพู



ราวกับมีศิลปินมือสมัครเล่นจุ่มพู่กันลงในจานสี
และระบายภูเขาด้วยสีเขียวประสีชมพู

ฉันน่ะ, เคยพลาดหวังกับการขึ้นดอยไปชมซากุระเมื่อปีก่อน
พอมาฤดูหนาวปีนี้ ตอนแรกก็ไม่ได้อยากจะชมอะไรนักหรอก
… ก็แค่ซากุระ ดอกไม้สีชมพู เท่านั้นเอง



แต่ที่ไหนได้
พอฉันได้เห็นรูปซากุระตามเว็บต่าง ๆ
หัวใจยิ่งเต้นแรงขึ้นทุกที ๆ

ย่างเข้าเดือนธันวาคมปี 2008
ปีที่อากาศหนาวเย็นอย่างรวดเร็ว
ทำให้ซากุระมีกำหนดการบานเร็วขึ้นด้วย



ซากุระเหมือนเด็กหญิงผู้ชื่นชอบอากาศหนาว
ถ้าปีไหนหนาวเร็วเธอจะเบิกบานให้เราชื่นชมประมาณธันวาคม
แต่ถ้าปีไหนหนาวช้า เธออาจจะบานช่วงกลางกุมภาพันธ์



อยากจะไปชื่นชมเอ็นดูเด็กหญิงซากุระ
ต้องติดตามข่าวอย่างเกาะติด
เพราะซากุระจะบานเพียงสัปดาห์ก่อนจะร่วงโรย

แต่เพราะเวลาอันจำกัด
จะไปถึงภาคเหนือ กว่าจะขึ้นดอยไปอีก
ก็คงไม่ทันกับวันหยุดที่มีเพียงสองวัน

ทำให้ฉันหาข้อมูลเกี่ยวกับดอกซากุระอย่างบ้าคลั่ง!
(ใช้คำนี้ได้จริง ๆ นะ)
ฉัน search หาข้อมูลของซากุระในเมืองไทยทั้งหมด
พิกัดที่จะเห็นดอกซากุระ
รวมถึงการโทรไปหลอกถามตามบ้านพักต่าง ๆ บนยอดดอยว่า
“ซากุระที่ดอยของคุณนั้นบานหรือยัง?”
“บานมากี่วันแล้ว?”
“บานกี่ต้น?”
“และจะบานถึงเมื่อไหร่?”

ถามทุกสิ่งจนฉันสรุปรวบยอดภายในระยะเวลาอันสั้นว่า
ตกลงฉันจะไปภูทับเบิก ที่เพชรบูรณ์
เพราะเป็นสถานที่ชมซากุระที่ใกล้กรุงเทพที่สุด
และดอกซากุระ ดอกไม้สีชมพูที่ฉันกำลังฝันถึงในตอนนั้น
กำลังบาน :)

กว่าจะไปถึงยอดภูทับเบิก
ลานกางเต๊นท์กลางเนินเขาไร่กระหล่ำปลีที่มีวิวดอกซากุระ



ก็หนักหนาสาหัสเลยทีเดียว
เพราะฉันดันเลือกเส้นทางขึ้นทางหล่มเก่า
ซึ่งมีความชันและคดเคี้ยวมาก

ระหว่างทางขึ้นเป็นโค้ง เหว และ โค้ง และ เหว
ลุ้นและเครียดไปกับคนขับว่าจะไปถึงมั๊ย ฮึ?
เพราะคนขับที่ชวนมานี้ก็เพิ่งหัดขับไต่เขาเป็นครั้งแรกด้วย (กรี๊ด !!!)

แต่คนขับของหนูก็พูดให้มั่นใจว่า
ถนนชันและโค้งแบบนี้เคยขับมาแล้วน่า
…แต่เป็นในเกมส์ Initial D นะ
แถมยังเล่าอีกว่าพระเอกสุดหล่อทาคุมิ
ต้องขับรถลงเขามาส่งเต้าหู้แบบนี้ทุกเช้าอ่ะ

เอ่อ… คือนี่ไม่ใช่เกมส์นะคะ และนี่ก็ภูทับเบิก
ไม่ใช่หุบเขาอากินะด้วย



แต่ในที่สุด พระเจ้าทรงโปรด ^^”
เราก็ไต่ขึ้นมาจนถึงบนยอดได้
ใช้เวลาไม่นาน แต่เสียวมากมาย
วิวที่ได้เห็นทำให้อึ้ง ทึ่ง กันไปเลย
นี่ กุขึ้นมาได้บยังไงฟระเนี่ย ทางคดเคี้ยวเลียบไหล่เขาขนาดนี้

และแทนที่จะหาลานกางเต๊นท์กันก่อน
เรากลับมุ่งหน้าค้นหาซากุระ
และนี่คือซากุระต้นแรกที่ยืนต้นชมวิวด้านล่างอยู่ตรงหน้า



หลังจากถ่ายรูปและชื่นชมกันไปสักพัก
ก็ถึงเวลาหาลานกางเต๊นท์



บนภูทับเบิกจะมียอดภูเขาอยู่หลายยอดที่เปิดเป็นลานกางเต๊นท์
มีแบบให้เช่าที่ และให้เช่าเต๊นท์
มีอาหารและห้องน้ำ บริการพร้อมสรรพ



คืนนั้นเรากินมันเผาที่ปิ้งเอง (อร่อยที่สุดในโลก)
นั่งดูดาวท่ามกลางอากาศหนาวเย็น ทั้งดาวบนฟ้าที่สว่างมาก
(วันนั้นมีพระจันทร์ยิ้มพอดีด้วยนะ)
และแสงไฟจากเมืองพื้นล่างที่เหมือน ดวงดาวบนพื้นดิน




ฉํนตื่นเช้ามาพร้อมกับแสงเช้าระเรื่อที่ขอบฟ้า


และวิวไร่กระหล่ำปลีที่รัก :)



บันทึกจากฤดูหนาว ก่อนปีใหม่ห้าวัน,
ธันวาคม 2008

ขนมหวาน, เกาะสีชัง

Blogged under Koh Sri-Chang, Somewhere to eat, Somewhere to go by Rainbow on Sunday 17 May 2009 at 8:39 pm

ยามค่ำคืนบนบนเกาะสีชัง
เมื่อเรือเที่ยวสุดท้ายพานักท่องเที่ยวที่ไม่ได้ค้างคืนกลับฝั่งไปหมด



เมืองนี้ ทั้งเมืองก็จะกลายเป็นเมืองเงียบสงบ
ที่สามารถฟังเสียงคลื่นกระทบฝั่งได้เสียงดัง ไพเราะและชัดเจนขึ้น

ร้านค้า ร้านอาหารต่าง ๆ ที่เปิดหลังตะวันตกดินนั้น
จะมีโซนร้านที่น่านั่งสบาย ๆ อยู่ สองแห่ง คือ
1) ร้านอาหารตรงทางเข้าพระราชวัง
2) ร้านอาหารตรงช่องเขาขาด



แต่ถ้าใครอยากประหยัดและราคาชาวบ้าน
ก็ควรจะไปกินแถวตลาดหน้าเกาะ ตรงท่าเรือที่ลงเรือกันนั่นแหละค่ะ
แถบนั้นจะเต็มไปด้วยร้านมินิมาร์ท ร้านอาหาร
ร้านข้าวตามสั่ง ถ้าขี่เรื่อย ๆ มาเลยโรงแรมสีชังพาเลซมาหน่อย



จะพบกับ ร้านขายขนมหวาน , ขายอาหาร ต่างๆ ประมาณ 6-7 ร้าน
(พฤษภาคม 2009)



ร้านตรงนี้เหมือนเป็นแหล่งโต้รุ่งแหล่งเดียวบนเกาะเลยทีเดียว
เพราะถ้าขี่ไปบนถนนสายอื่น ๆ ก็จะไม่พบร้านค้าอะไรเปิดเลยน่ะ



เมื่อปีก่อน (เมษายน 2008) เคยขี่รถไวนเวียนแถวตลาดหน้าเกาะแล้วหนึ่งครั้ง
แต่คราวก่อน มีร้านขายขนมเปิดอยู่เพียงหนึ่งร้าน

ต่างกับปีนี้ ที่มีร้านค้าเปิดมากขึ้น
ผู้คนก็ดูคึกคักมากขึ้น



ร้านขนมหวานมีสองร้านแล้ว
อร่อย ราคาถูก ถ้วยละสิบบาทเท่านั้นเอง :)

คลิปด้านล่างนี่ ถ่ายเล่นเมื่อปี 2008
ตอนไปเกาะนี้กับ ญ หญิง (ที่ตอนนี้โกอินเตอร์สู่สิงคโปร์แล้ว)



ตอนนั้นพักที่ศรีพิษณุแล้วแว๊นซ์มอเตอร์ไซค์ออกมานั่งกินขนมหวานกันหน้าเกาะ
ชมท่าเรือไปพลาง ตอนนั้นบนเกาะเงียบสงบมาก

สำหรับฉัน การเดินทางเหมือนกับการกินขนม
กินขนมหวานกันก่อนแล้วค่อยเดินทางกันต่อนิ :)

Hue Festival, เว้ เวียดนาม

Blogged under Hue, Somewhere to go, Vietnam by Rainbow on Wednesday 13 May 2009 at 10:05 pm

ฤดูร้อนของปี 2006 (ร้อนจนท้องฟ้าฮานอยเป็นสีชมพู)
ไม่ได้ตั้งใจไปเวียดนามเลยเพราะตรงกับฤดูร้อนของที่นั่น
แต่เพราะโชคดีได้ตั๋ว(เกือบ)ฟรีมาจากพี่คนหนึ่ง
เป็นค่าจ้างให้ช่วยเป็นไกด์พาป้า ๆ ไปเที่ยวเวียดนาม
จึงตัดสินใจไป โดยไม่คิดอะไรมาก :)



การเดินทางครั้งนั้นเริ่มต้นจาก เที่ยวฮานอย
แล้วนั่งรถไฟตู้นอน แบบ Soft-bed 4 เตียงต่อห้อง



นอนหลับไปบนรถไฟ ตื่นเช้ามาที่เว้



ค้างเว้หนึ่งคืน แล้วเหมารถตู้ไปฮอยอันผ่านเส้นทางดานัง
ระหว่างทางแวะเที่ยวทะเล (ทะเลหน้าร้อนสวยใสสีฟ้า) และภูเขาหินอ่อน






เที่ยวไปฮอยอันหนึ่งคืน แล้วกลับฮานอย
เที่ยวต่ออีกนิดนึงค่อยกลับไทย

เล่าแล้วอาจจะดูเป็นทริปถึก ๆ พอสมควร
เพราะค้างแค่ที่ละหนึ่งคืนเท่านั้น
แต่ก็ได้ความทรงจำที่ดี และได้ซ้อมเป็นไกด์จำเป็นอีกด้วย



ที่ประทับใจที่สุดน่าจะเป็นคืนที่ค้างที่เมืองเว้
คนไทยเรียก เว้ แต่คนเวียดนามแท้ ๆ จะออกเสียงเป็น เหว๋
ส่วนภาษาอังกฤษสะกดว่า Hue

ครั้งแรกเลย ไม่เคยรู้จักเมืองมาก่อน
ตอนเห็นป้ายแปะที่สถานีรถไฟว่า Hue Festival


ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเทศกาลสำคัญอะไร
ซ้ำร้ายยังอ่าน Hue เป็น หิว อีกต่างหาก ^^”




แต่พอตอนบ่ายหลังจากกินอาหารอร่อยที่ร้านชื่อดัง Lac Thanh แล้ว
(ซอสถั่วกินกับผักอร่อยเทพ ๆ)






ก็มีโอกาสได้รู้ว่า Hue Festival เป็นเทศกาลสำคัญของเมืองนี้
มีขบวนพาเหรดและการแสดงอลังการงานสร้าง



วันที่พวกเราไปค้างคืนกัน เป็นวันซ้อมใหญ่



ทุกอย่างจึงดูเหมือนจริงไปซะหมด



รู้สึกโชคดีมาก ที่มาแบบไม่ตั้งใจแต่ดันตรงกับเทศกาล






จะว่าไป เว้ คล้ายเชียงใหม่ บ้านเรา
อากาศดี แต่เป็นเมืองใหญ่
และเป็นเมืองหลวงเก่าแก่
ล้อมรอบด้วยเทือกเขาสีน้ำเงินสูง
ผู้หญิงหน้าตาดี ผิวขาว หุ่นดีทุกคน
ในขณะที่ผู้ชายหน้าตาห่วยแตก









ยามค่ำคืนที่เว้จะมีสะพานสายรุ้ง
สะพานสีสวยที่ทอดยาวข้ามแม่น้ำหอม
(สวยจนนำมาเขียนเรื่องสั้นได้หนึ่งเรื่อง)

แถวสะพานนี้มีร้านอาหารแนะนำที่อร่อยมาก
เหมาะสำหรับการดินเนอร์ชมสะพานสายรุ้งคือ ร้าน Song Huang



อยู่ตรงตีนสะพานฝั่งตรงข้ามพระราชวัง

คืนวันนั้นหลังจากชมการซ้อมใหญ่ของ
งานแสดง Hue Festival แถวพระราชวังเก่าเสร็จ








ฉันก็ได้เดินทอดน่อง ข้ามสะพานสายรุ้งกลับมายัง Guest House

ถ้ามีโอกาสคงได้ไปเว้ ตอนตรงกับ Festival อีกสักครั้ง

Hue Festival จัดทุก ๆ 2 ปี
June, 2006
June, 2008
Next June, 2010

Note: อาหารสุดโปรดเมื่อมาถึงเว้ คือ เนื๊อกเมี๊ยะ
แปลว่าน้ำอ้อย ค่ะ น้ำอ้อยเมืองเว้ อร่อยและถูกมาก



เพราะตอนคั้นน้ำเค้าจะใส่มะนาวลงไปด้วย
รสชาติออกมากลมกล่อมชื่นใจ อยู่เว้กับฮอยอันกินวันละห้าถุง!

Other site: http://www.huefestival.com

Next Page »

Proudly powered by Wordpress - Theme Triplets Identification band, the boyish style by neuro