I’m speaking at Ignite Bkk :)

Blogged under December Solstice by Rainbow on Thursday 11 March 2010 at 4:56 pm

วันที่ 3 มีนาคม เป็นครั้งแรกที่ได้เข้าไปทำความรุ้จักกับงาน IgniteBkk
ได้ยินชื่องานนี้มาตั้งนานแล้ว แต่ก็ไม่ค่อยได้สนใจเท่าไหร่
แต่เพราะไปอ่านเจอประโยคนี้จากหน้าเว็บ IgniteBkk

Ignite เป็นงานที่จัดขึ้นเพื่อให้ผู้คนจากสารพัดวงการ
มานำเสนอความคิดที่สร้างสรรค์
จุดประกายไอเดียใหม่ๆ
หรือเล่าเรื่องราวที่จะทำให้เกิดแรงบันดาลใจแก่ผู้ฟัง…

และเห็น Igniter ของวันที่ 4 มีนาคม
จะมีหัวข้อเกี่ยวกับการเดินทางด้วย
- “มนุษย์ เดินทางไปไหน” by พลอย มัลลิกามาส
- “ตามหาแชงกรีลา” by @ifew

หัวใจเต้นแรง และบอกกับตัวเองว่า
เฮ้ย อยากไปพูด ไปเล่าบ้างจัง
I wanna be igniter!

ก็เลย tweet ไปบอกคุณโอ๊ต@OaddybeinG ไปว่า
” wanna be Igniter :) แต่คงไม่ทันแล้ว
งั้นขอลงทะเบียนวันพรุ่งนี้ 2 ที่ด้วยค่ะ
ลงทะเบียนผ่านเว็บไปแล้วนะคะ”

ทางคุณโอ๊ตขอเวลาเช็คให้ว่ายังเป็น Igniter ทันอยู่หรือเปล่า
ในระหว่างที่รอ confirm ก็แอบ ๆ นึกหัวข้อ
และเรื่องที่อยากเล่าสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนอื่นไว้คร่าว ๆ แล้วล่ะ
ไม่รู้ว่าทำไมถึงรู้สึกสนุกที่จะได้คิด ได้เล่าเรื่องก็ไม่รู้

สุดท้ายทางคุณโอ๊ตตอบมาว่ายังทันอยู่สำหรับ Igniter
จึงเป็นที่มาของ bowrainbow ที่ได้ speak at IgniteBkk ค่ะ

Ignite Bangkok 2010

เป็นเรื่องสนุกและตื่นเต้นมากที่จะได้พูด
อยากจะเล่าทุกที่ที่ได้เดินทางไป
แต่เวลาเพียง 5 นาที 20 slide คงเล่าได้ไม่หมด

ปัญหาใหญ่คือต้องส่ง slide ก่อนบ่ายสาม วันที่ 4
เลยพยายามแปะรูปที่คิดว่า
อยากให้ทุกคนได้เดินทางไปเห็นลงไปก่อน

ส่วนบทพูดสำหรับหัวข้อ “Travel is poetry”
ค่อยมาคิดตอนเย็น ๆ หลังจากส่ง slide ไปแล้ว

ค้นพบความจริงว่าการพูดสั้น ๆ 15 วินาทีต่อ 1 slide
เป็นเรื่องยากมาก ๆ

และแล้วก็ผ่านไปด้วยดีค่ะ สามารถพูดได้จนจบ
ด้วยบทกวีของคุณ กนกพงศ์ สงสมพันธุ์ ได้ตามตั้งใจ

สำหรับใครที่ไม่ได้ไปฟังสามารถดูได้จากคลิปด้านล่างนี้ค่ะ
ขอบคุณทุกเสียงปรบมือและทุกคนที่รับฟังค่ะ :)


Remark:
จริง ๆ แล้วงานนี้ อาจจะจุดประกายให้กับหลายคน
แต่สำหรับตัวโบว์แล้ว ต้องขอบคุณงานนี้
ที่ได้จุดประกายให้กับตัวโบว์เอง
และได้รู้ว่า รักการเดินทางมากเพียงใด :)

พระพุทธรูปสี่ทิศไจ๊ปุ่น, หงสาวดี พม่า

Blogged under Somewhere Out There, พม่า (Myanmar) by Rainbow on Sunday 21 February 2010 at 1:44 pm

เคยไปสัมภาษณ์งาน และต้องเล่าเกี่ยวกับงานอดิเรก
ก็บอกไปว่า ส่วนตัวแล้วชอบถ่ายรูปและเดินทางค่ะ
คนที่สัมภาษณ์เราก็จะถามคำถามเพิ่มว่า เคยไปไหนมาบ้าง
แต่คำตอบที่ทำให้รู้จักเราที่สุดและรับเราเข้าทำงาน
ทุกครั้ง คือ ประสบการณ์ Backpack ไปพม่าคนเดียว



เพราะส่วนใหญ่จะตีความกันว่าคนที่เดินทางคนเดียว
คือคนที่มีความเข้มแข็งมาก
ทั้งที่จริงแล้ว เราไม่ได้ใช้ความเข้มแข็งอะไรเลย
สิ่งที่มีคือ ความอยากรู้ อยากเห็นในโลกกว้างใหญ่ก็เท่านั้น

พูดถึงพม่า ทำให้นึกถึงความรู้สึกในตอนนั้น
ได้ผจญภัยไปในดินแดนแห่งเจดีย์
ที่เราโดนฝังหัวมากับหลักสูตรการศึกษาของไทยว่า
พม่าคือข้าศึกที่เลวร้าย มาปล้นเอาทองของเราไปจนหมด



ในความคิดของเด็ก ๆ ก็จินตนาการกันไปว่า
คนพม่าคงต้องใจร้าย ป่าเถื่อน
เวลาใครชวนเดินทางไปพม่า
มักจะมีแต่คนส่ายหน้า ว่า ไม่ไป
เพราะคงเห็นว่าเป็นประเทศปิด
และเหมือนไปเที่ยวประเทศของศัตรูของชาติไทย
(ขนาดนั้นเลยนะ)



แต่สำหรับคนที่เคยไปพม่ามาแล้ว
คงคิดเหมือน ๆ กัน ทั้งหมดว่า
ไม่ใช่เลยสักนิด

คนพม่า(ที่เป็นชาวบ้าน)ในความเป็นจริง
อ่อนโยน และน้ำใจดีงาม
เคร่งครัดศรัทธาในพุทธศาสนามาก



บ้านเรือนอาจจะดูด้อยค่า
แต่พุทธศาสนสถานนั้น ชาวบ้านทุกคนจะทุ่มทุนทุ่มแรง
เพื่อสร้างขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่กว่าชาติใดในโลก

ที่ฉันตื่นตะลึงและชอบมากที่สุด
คือพระพุทธรูปยักษ์หันหน้าสี่ทิศ
ที่ชานเมืองหงสาวดี หรือเมืองบาโก



คุณลุงสามล้อถีบ ถีบด้วยแรงสองเท้า
เพื่อพานักท่องเที่ยวอย่างฉัน
ข้ามสะพานรูปรถไฟออกไปนอกเมือง



ถนนลาดยางที่นาน ๆ มีรถยนต์แล่นผ่าน
เต็มไปด้วยเด็กนักเรียนถือปิ่นโตและนุ่งโสร่งสีเขียว
เวลาเกือบสี่โมงเย็น โรงเรียนเลิกพอดี
บางคนพ่อแม่มารับ บางคนก็เดินเท้ากลับบ้านเอง





จากแยกถนนลาดยาง
คุณลุงถีบรถเลี้ยวขวาเข้าไปใน
เส้นทางลูกรังเล็ก ๆ ที่มุ่งหน้าสู่พระพุทธรูปสี่ทิศ
ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ไจ๊ปุ่น”



ตำนานที่มาของการสร้างนี้ในตำราบอกไว้ว่า
สร้างโดยพระธิดาสี่พระองค์ของพระเจ้าหงสาวดี



ที่ให้คำมั่นสัญญากันว่าจะมุ่งเป็นอุบาสิกา ไม่อภิเษกสมรส
จึงสร้างพระพุทธรูปยักษ์สี่ทิศแทนแต่ละองค์ นั่งหันหลังชนกัน
เป็นศิลปะแบบมอญ พระพักต์จึงเป็นรูปไข่สวยงาม



แต่ต่อมาพระธิดาองค์สุดท้องผิดคำสาบาน
พระพุทธรูปของพระองค์จึงพังทลายลงมา



ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันคือองค์ที่สร้างใหม่ในภายหลัง
พระพักต์จึงเปลี่ยนเป็นรูปสี่เหลี่ยมตามศิลปะพม่า



ฉันชอบที่นี่มาก เพราะเป็นพุทธสถานที่สร้างด้วยผู้หญิง
ทำให้รายละเอียดต่าง ๆ ดูอ่อนช้อย งดงามและยิ่งใหญ่



ขนาดประตูทางเข้าที่นี่ ยังเป็นสีชมพูสวยงามเลยล่ะ



เด็กนักเรียนโสร่งสีเขียว มือข้างหนึ่งถือปิ่นโต
ยังคงเดินหน้ามุ่งสู่เจดีย์ไจ๊ปุ่น



ไม่รู้ว่าเด็กนักเรียนที่นี่เรียนรู้ประวัติศาสตร์
ที่เขียนถึงเมืองไทยว่าอย่างไรกันนะ?

โรตีไข่ดาว อาหารเช้าแบบคนภูเก็ต

Blogged under Somewhere Out There, ภูเก็ต (Phuket) by Rainbow on Wednesday 17 February 2010 at 10:41 pm

จากเกสท์เฮ้าท์43 เดินมาไม่ไกลจะถึงสี่แยกแถวน้ำ
สี่แยกชื่อแปลก ๆ นี้ มีร้านโรตีชื่อดังในตำนานอยู่หนึ่งร้าน
เรียกกันว่า โรตีแถวน้ำ



ร้านนี้ขายโรตี และอาหารมุสลิมค่ะ
ประเภทแกงเนื้อ แกงไก่ มัสมั่นเนื้อ แกงปลา แกงถั่ว
จานละ 30 บาท กินคู่กับโรตีใส่ไข่

แต่ว่า โรตีใส่ไข่ที่นี่ หมายถึง ไข่ดาว หรือไข่เจียวนะคะ
โดยจะทอดไข่ลงไปในกะทะที่ใช้ทอดโรตี
พอโรตีสุกก็จะนำมาหั่น ๆ แล้วโปะด้วยไข่ดาวร้อน ๆ :)



กินโรตีไข่ดาวน้ำแกงคู่กับโกปี๊เข้ม ๆ หวาน ๆ หอม ๆ
นั่งดูวิถีชีวิตชาวบ้านในดินแดนชิโนโปรตุกีส
เพียงแค่นี้ก็ “ถึง” ภูเก็ตแล้วค่ะ



ร้านโรตีอยู่ข้าง ๆ กับคลีนิคทำฟัน ตรงข้ามกับศูนย์ฮอนด้า
สี่แยกแถวน้ำ อ. เมือง จ. ภูเก็ตค่ะ

อย่าลืมไปลองกินดูนะ อร่อยมากมุมิ :)



Guesthouse 43 สไตล์ชิโนชิค ๆ , ถ. ถลาง ภูเก็ต

Blogged under Somewhere Out There, ภูเก็ต (Phuket) by Rainbow on Thursday 11 February 2010 at 12:50 pm

เคยเขียนเรื่องตึกสไตล์ชิโนโปรตุกีส หรือ Shophouse ไปแล้ว
คราวนี้จะพาไปนอนที่ Guesthouse ชิค ๆ ฮิป ๆ กันบ้างค่ะ :)



ที่พักคราวนี้มีชื่อว่า Guesthouse 43 อยู่ที่ถ. ถลาง
ถนนสายชิโนโปรตุกีส กลางเมืองภูเก็ต



Guesthouse นี้ปรับปรุงจากตึกสไตล์ชิโนของแท้
หน้ากว้างจะแคบแต่ตัวบ้านจะลึกเข้าไป
ด้านในสุดจะมีลานกว้าง หลังคาเปิดเพื่อรับแสงแดด



โบว์ได้นอนห้อง Black Magic ซึ่งอยู่ชั้นล่างสุดของตึก
ประตูหลังห้องเปิดไปจะเป็นลานกว้างหลังคาเปิดแบบตึกชิโนของเดิม
ซึ่งปรับปรุงให้เป็นสวนหย่อมแนว ๆ ขนาดเล็ก
และมี Shower ฝนตกแบบ Outdoor



วันที่ไปถึงเป็นเวลาห้าทุ่มตามเวลาท้องถิ่นภูเก็ต
และเป็นวันพระจันทร์เต็มดวงพร่างฟ้า
แก้ผ้าอาบน้ำแบบ Outdoor และชมจันทร์ไปด้วย
โรแมนติกยิ่งนัก!

Location ดี ที่นอนนุ่ม ห้องอาบน้ำชิค ๆ






ช่วงนี้ Guesthouse กำลังจะตกแต่งใหม่
ราคาเลยได้ในราคานักเรียนนักศึกษา
คืนละ 400 บาทเท่านั้น



สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
เข้าไปดูในเว็บ Guesthouse43 ได้ค่ะ

วันนี้พระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพเวลา 18:35 นาฬิกา

Blogged under Somewhere Out There, ภูเก็ต (Phuket) by Rainbow on Wednesday 10 February 2010 at 2:37 pm

1.

มนุษย์เราคงเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวในจักรวาล
ที่ชอบเฝ้ามองดูดวงตะวันขึ้นและตก…






2.

วันนั้นเป็นวันเสาร์
ไม่รู้ว่าผู้คนมากมายเดินทางมาจากที่ไหนกันบ้าง
แต่ทุกคนมีจุดรวมสายตาที่เดียวกัน
ที่ขอบฟ้าจรดทะเล


3.

เงาต้นตาลสีดำเรียงตัวเป็นแนวที่ริมผาหิน
แสงแดดจ้าเริ่มอ่อนแรงลง
พระอาทิตย์สุกเป็นสีไข่เค็มสีแดง
พอด้านล่างของไข่แดงเริ่มแตะผิวน้ำ
จะเป็นช่วงที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดจนห้ามละสายตา
เพราะไม่เกินสองนาทีไข่แดงทั้งลูกจะจมลงสู่ทะเลอันดามัน
อย่างรวดเร็วและไม่เคยรอให้ใครพร้อมหันมามอง
แสงสุดท้ายของเย็นวันเสาร์เหลือเพียงเส้นขีดเล็ก ๆ
จนกระทั่งลับสายตา






4.

เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นผู้ที่นั่งชมพระอาทิตย์ตกทุกคน
พร้อมใจกันปรบมือเสียงดังกึกก้องไปทั่ว
ราวกับนี่คือสิ้นสุดการแสดงของศิลปินดังระดับโลก

ด้วยองค์ประกอบทุกอย่าง ทั้งนักแสดงและฉาก
เป็นการแสดงโชว์ที่ Perfect จริง ๆ :)







5.

“วันนี้ที่ประภาคารกาญจนภิเษกแหลมพรหมเทพจังหวัดภูเก็ต
ดวงอาทิตย์ตกเวลา 18:35 น.”

Next Page »

Proudly powered by Wordpress - Theme Triplets Identification band, the boyish style by neuro