From Raya with Love, Phuket

Blogged under Somewhere Out There, ภูเก็ต (Phuket) by Rainbow on Monday 8 February 2010 at 11:37 pm

ที่รัก,
ฉันกลับมาจากทะเลแล้ว
เป็นครั้งแรกที่ฉันไม่มีเรื่องอะไรจะเล่าให้เธอฟังเลย


จำได้แค่วันนั้นอากาศร้อนมาก
จนทำให้น้ำทะเลกลายเป็นสี Blue KamiKaze



วันทั้งวัน
ฉันเอาแต่อยู่ในน้ำ
ดำดูปะการังและปลาหมึกสามตัว



พอเหนื่อยนิด ก็ขึ้นฝั่งมานั่งใต้ร่มชายหาดสีขาว
นั่งจิบสมูทตี้ที่มีชื่อ ว่า เดอะบีช
ดูสับปะรดที่ประดับแก้วสิ
น่ารักเหมือนเรือใบสีเหลืองเลย ว่ามั๊ย :)



ที่นี่มีต้นมะพร้าวเยอะแยะ
น้ำมะพร้าวสด ๆ จากต้น หวานหอมอร่อยมาก
หลังจากดูดน้ำหมด
เนื้อสีขาวใส ๆ ด้านในยังสามารถกินได้อีก
ดีนะที่รัก ฉันกินหมดทั้งเนื้อและน้ำ
ก็เค้าขายตั้งลูกละหนึ่งร้อยยี่สิบบาทน่ะ!



เธอตามใจฉันจนเคยตัว
ตอนที่เธออยากกินไิอติมรสช๊อกโกแล็ต
แต่ฉันดันบอกว่าอยากกินไอติมรสมะพร้าว
เธอยังใจดีเดินฝ่าไอร้อนไปซื้อโคโค่นัทเจลาโต้มาให้
เรากินด้วยกันสองคนท่ามกลางไอแดดร้อนของทะเลอันดามัน
ขอบคุณและอร่อยมากเลยเนอะ ^^



ที่ อูลูวาตู ฉันเคยชี้ให้เธอดูดอกไม้สีขาวคล้ายดวงดาว
บานอยู่ริมหน้าผามหาสมุทรอินเดีย
ทะเลอันดามันก็มีเหมือนกันนะ
ดอกนี้ไงล่ะ



รัก รัก รัก

your bowrainbow :)

หน้าลิงจั๊กจั๊ก น่ารักจริงจริง , เกาะสิเหร่ ภูเก็ต

Blogged under Somewhere Out There, ภูเก็ต (Phuket) by Rainbow on Friday 5 February 2010 at 3:33 pm



หลังจากขับรถเที่ยวกินลมชมหอยในเกาะสิเหร่แล้ว
ระหว่างทางที่กำลังจะกลับเข้าเมืองภูเก็ต
ก็บังเอิญได้ผ่านจุดท่องเที่ยวเล็ก ๆ
ที่อยู่นอกเหนือสถานที่ท่องเที่ยวแนะนำของ ททท.
นั่นคือจุดชมป่าโกงกางและให้อาหารลิงแสม



ถึงแม้เกาะสิเหร่จะมีบางส่วนถูกสร้างเป็นโรงแรมรีสอร์ท
แต่พื้นที่ป่าโกงกางยังคงมีอยู่พอสมควร



ลิงที่นี่น่ารัก และแสนรู้(เกินไป)
เช่น ตอนแรกซื้อกล้วยมาให้กินเป็นหวี ๆ



อุตส่าห์เอาไปยื่นให้ถึงมือ(ลิง)
มันก็ได้แต่ทำตัวอ้วนไม่สนใจและไม่แตะกล้วยเลยสักนิด



พอโยนลงไปทั้งหวี ก็มีเจ้าลิงตัวเล็กตัวนึงรีบคว้าวิ่งไปซ่อนไว้ในน้ำ



ชาวบ้านแถวนั้นบอกว่ามันเบื่อกล้วยแล้ว
กลายเป็นว่าต้องไปซื้ออาหารมาใหม่เป็นถั่วลิสงต้ม



คราวนี้ล่ะ สนุกสนานกันใหญ่
เวลาโยนลงไปมันจะวิ่ง ๆ มาแย่งกันเป็นฝูง



บางตัวที่ใจกล้านิดก็มารับจากมือของเรา



เป็นจุดผ่านทางที่ไม่ค่อยมีนักท่องเที่ยวแวะค่ะ
มีแต่ชาวบ้านแถวนั้นแหละ ที่อุ้มลูกจูงหลานมาดูลิงแสมกัน



ถ้าใครไปภูเก็ตแล้วอยากหากิจกรรมเล็ก ๆ นอกแผนที่เที่ยว
และสร้างรอยยิ้มระหว่างทางได้



แนะนำให้ลองไปให้อาหารลิงที่นี่ดูค่ะ
หน้าลิงจั๊กจั๊ก น่ารักจริงจริง :)



รักข้างเดียวของหอยเป๋าฮื้อ, เกาะสิเหร่ ภูเก็ต

Blogged under Somewhere Out There, ภูเก็ต (Phuket) by Rainbow on Thursday 4 February 2010 at 11:13 am


อ่านเจอเรื่องราวความรักของหอยเป๋าฮื้อจากในการ์ตูนเล่มหนึ่ง
ทำให้คิดถึงตอนที่ได้ไปเที่ยวที่ “เกาะสิเหร่”
เกาะเล็ก ๆ ที่มีเพียงคลองท่าจีนคั่นระหว่างเกาะกับตัวเมืองภูเก็ต
จนดูเหมือนจะเป็นแผ่นดินเดียวกัน

พื้นที่บนเกาะนี้ส่วนใหญ่เป็นสวนยางและมีพื้นที่หาดอยู่บ้าง
แต่ไม่เหมาะกับการเล่นน้ำ เพราะเป็นหินและโคลน
เวลาน้ำขึ้นน้ำทะเลที่นี่สวยใส ใกล้เมือง
ทำให้บางพื้นที่ถูกซื้อกลายเป็นพื้นที่ของเอกชน
วิลล่าและร้านอาหารริมทะเลกำลังถูกสร้่างเพิ่มขึ้น


ที่เกาะนี้ ดูเหมือนจะไม่มีอะไรน่าสนใจ
ถนนคดโค้งที่ทอดตัวยาวตัดผ่านสวนยางเลาะริมหน้าผา
กลับพาเราไปถึงฟาร์มหอยแห่งหนึ่ง
ที่ว่ากันว่าราคาแพง และเรามักจะได้กินกันบนโต๊ะจีน


เคยแต่กิน แต่ไม่เคยได้เห็นเป๋าฮื้อตัวเป็น ๆ
จึงแวะเลี้ยวเข้าไปตามป้ายชี้ทาง
ก็ได้พบกับบ่อปูนขนาดใหญ่สำหรับเพาะเี้ลี้ยงหอย
มีร้านอาหารและผลิตภัณฑ์ที่ทำจากหอยเป๋าฮื้อขาย


ฉันเดินเข้าไปตรงบ่อปูนที่เต็มไปด้วยสาหร่ายคอมบุ
มีพนักงานของฟาร์มเดินไปยกตะกร้าสีเหลืองขึ้นมาจากน้ำ
และเปิดใ้ห้ดูตัวหอยเป๋าฮื้อเป็น ๆ
หอยเป๋าฮื้อที่นี่จะมีขนาดประมาณเม็ดขนุน
ไม่ได้ตัวใหญ่ แบบที่อ่านในการ์ตูนแต่อย่างใด


ฉันเอง ออกจะผิดหวังเล็ก ๆ กับขนาดของเป๋าฮื้อ
พนักงานบอกว่า พันธุ์ที่เลี้ยงนี้มาจากไต้หวัน
และสามารถเลี้ยงในทะเลน้ำอุ่นได้
ตัวจึงจะเล็กกว่าพวกที่เลี้ยงในทะเลน้ำเย็น

รูปร่างของเจ้าหอยเป๋าฮื้อตัวเล็กนี้
เหมือนหอยสองฝาที่ถูกแกะแล้ว
และตรงหน้าที่เห็นคือส่วนที่มีเนื้อติดกับฝาข้างเดียวที่เป็นรูเล็ก ๆ เรียงกัน
เห็นแล้วก็สงสัยว่านี่มันจะตายแล้วหรือเปล่า
แล้วฝาอีกข้างของมันอยู่ที่ไหน


แต่จริง ๆ แล้ว หอยเป๋าฮื้อมีลักษณะทางกายภาพแบบนี้เอง
เป็นหอยฝาเดียว ที่ดำรงชีวิตด้วยการกินสาหร่ายคอมบุ

นี่ถ้าฉันไม่มาอ่านการ์ตูนเจอเรื่องเป๋าฮื้ออีกครั้ง
ก็คงลืมรูปร่างของเจ้าหอยพันธุ์นี้ไปซะแล้ว


“หอยเป๋าฮื้อเป็นหอยประเภทหอยทาก
ที่ดูเผิน ๆ แล้วเหมือนหอยสองฝา ที่มีฝาข้างเดียว
คล้ายกับว่าคอยค้นหาคู่ที่ข้างหนึ่ง
ที่ไม่มีวันจะได้พบเจอ…”

.:: จากการ์ตูนเรื่อง สูตรอร่อยสาวซูชิ จานที่ 21 ::.

ราวกับคำว่า Abalone ที่แปลว่าหอยเป๋าฮื้อ
จะมีรากศัพท์มาจาก Aba-lonely
ลองนึก ๆ ดูแล้ว แม้แต่ชื่อของเป๋าฮื้อยังรู้สึกโดดเดี่ยว
ช่างเป็นหอยที่แสนเศร้าและเหงาที่สุดในจักรวาลเสียจริง T.T


Remark:

ใครสนใจไปเยี่ยมชมฟาร์มหอยรักข้างเดียว click ดูรายละเอียด ที่นี่ค่ะ

Food no Talk, Causeway Bay Hong Kong

Blogged under Somewhere Out There, ฮ่องกง (Hong Kong) by Rainbow on Tuesday 26 January 2010 at 12:49 pm



ไปฮ่องกงถ้าไม่ได้กินบะหมี่ฮ่องกงก็เหมือนไปไม่ถึง
ดังนั้น bowrainbow จึงพลิกตำราแล้วจิ้มมาหนึ่งร้าน
ตกลงว่าจะไปกินบะหมี่ร้านอร่อย Chee Kee ย่าน Causeway Bay กันค่ะ



วันนี้เราออกสาย ตั้งสิบโมงแน่ะ
เพราะกะเอาไว้ว่า อยากไปถึงตอนร้านบะหมี่เปิดพอดี
(ในตำราบอกว่าร้านเปิด 10:00 น.)



นั่ง MTR มาลงที่สถานี Causeway Bay
ออก EXit A จะผ่านไปออกบนดินตรงตึก Time Square พอดี



อันนี้ หลังคาโดมที่ทำจากกระจกสีที่ Time Square
ถ่ายจากบันไดเลื่อนค่ะ อลังการงานสร้างมาก ๆ



เมื่อโผล่ขึ้นมาบนดินจะพบกับผู้คนและร้านแบรนด์ดังต่าง ๆ มากมาย



ตึกสูงระฟ้า ที่แหงนหน้าจนคอตั้ง
ก็มองเห็นพื้นที่ท้องฟ้านิดเดียว
ที่นี่ฮ่องกงของแท้สินะ!



รถราขวักไขว่ แท๊กซี่สีแดงรอจอดรับผู้โดยสารเป็นแนว



หอนาฬิกาขนาดใหญ่
สัญลักษณ์ของตึก Time Square



จะไปร้าน Chee Kee ก็เดินไปทางที่มีหอนาฬิกานี่ล่ะค่ะ
ง่ายมาก ๆ ข้ามถนนไปนิด แล้วเลี้ยวขวาไปหน่อย



ไม่นานเราก็ได้พบกับป้ายร้าน Chee Kee ในตำนาน



แต่ข่าวร้ายมาก และมากที่สุดคือ
วันนี้ร้านปิดค่ะ!

(ใช่สิ ก็มันตรงกับวันหลังสารทจีนวันเดียวนี่นะ)



เสียศูนย์เลยค่ะ รู้สึกเคว้งคว้าง
คล้ายตอนรู้ว่ากระเช้านองปิงปิดปรับปรุง

ฮือ ๆ หนูอยากกินบะหมี่ฮ่องกง ง ง ง ง ~~~~



หิวก็หิว จะรีบไปดิสนีย์แลนด์ด้วยอ่ะ
เลยเดินเปะปะไปทั่ว หาร้านที่มันเปิดขายวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้
โอ๊ย หิว หิว หิว เว้ย เฮ้ย!



จนมาเจอร้านนี้ในซอยเล็ก ๆ หลัง Time Square
สะดุดตาตรงที่คนฮ่องกงนั่งกันอยู่เต็มร้าน



และมีป้ายรูปเบอร์เกอร์และอาหารนานาชนิด
(กะว่ามันต้องมีเมนูภาษาอังกฤษหรือรูปอาหารให้ชี้เลือกแน่นอน)



แต่ที่ไหนได้ ในร้านนั้นมีแต่คนจีนฮ่องกง
และไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ซักคน
รูปภาพอาหารก็ไม่มีให้เราชี้ ๆ

I need food อ่ะ แง ๆๆ เข้าใจมั๊ยเนี่ย
Food no talk สินะ T.T

โชคยังดีที่พลิกโพยในมือไปมา
เฮ้ยนี่เรา print “ภาษากวางตุ้งเพื่อการท่องเที่ยวรุ่นไม่อดตาย” ไปด้วย :D

เลยให้ลุงเจ้าของร้านดูโพยภาษาจีน ว่าที่นี่มีอะไรให้กินบ้าง
ล๊งเล๊งส่งภาษาใบ้ ภาษาจีน ภาษาไทย กับกระดาษแผ่นนั้นกันซักพัก
เราก็ได้อาหารเช้าหน้าตาประหลาด ๆ มาวางบนโต๊ะ

เออ คือนึกว่าจะได้เบอร์เกอร์เนื้อ แบบ แมคโดนัล
ดันได้ “เบอร์เกอร์เนื้อเค็มใส่หัวหอมและผักกาดแก้ว”
เห็นหน้าตาธรรมดาแบบนี้ แต่ว่าอร่อยกว่าที่คิดมาก ๆ เลยค่ะ
เป็นรสชาติที่หากินไม่ได้ในเมืองไทยอ่ะ
ราคาก็ถูกกว่าอาหารในร้านแนะนำซะด้วย อิอิ



และเพื่อไม่ให้ชีช้ำจนเกินไปนัก
เลยจิ้มภาษาจีนที่เป็นคำว่า บะหมี่ ไปด้วย



เลยได้บะหมี่เนื้อ ที่เป็นเส้นหมี่นิสชิน
น้ำซุปก็อร่อยนะ ถึงจะไม่ใช่ Chee kee ก็เถอะ
ปลอบใจตัวเองไปเรื่อย เวลาหิวอะไร ๆ ก็อร่อยทั้งนั้น



ส่วนเครื่องดื่ม อันนี้เราสั่ง Advance ได้
เพราะเรียนรู้คำศัพท์ง่าย ๆ มาบ้าง
เราสั่ง ตงหลายฉ่า ค่ะ แปลว่า ชานมเย็น :)



เสร็จสรรพอิ่มหมีพีมันพุงป่อง
ตอนเรียกเก็บเงิน ลุงเจ้าของร้านดันพูดว่า “สามแปด”

อ้าว ไหงงั้นอ่ะ พูดไทยได้ด้วยเหรอคะ???



เดินออกมาจากร้านแบบงง ๆ
พอเปิดโพย ภาษากวางตุ้งเพื่อการท่องเที่ยวรุ่นไม่อดตายดู
ก็อดยิ้มให้กับความน่ารัก ๆ ของภาษาจีนและภาษาไทยไม่ได้

เพราะ สาม ในภาษาไทย ภาษาจีนออกเสียงว่า ซ้าม
และ แปด ออกเสียงว่า ปาด

เมื่อฟังรวม ๆ จึงกลายเป็น ซ้ามปาด ซ้ามปาด สามแปด!


Remark: ใครอยากได้ ภาษากวางตุ้งเพื่อการท่องเที่ยวรุ่นไม่อดตาย
ส่งเมลมาที่ bow.supaporn@gmail.com นะคะ
เดี๋ยวจะส่งไฟล์ไปให้ค่ะ

ต้องขอขอบคุณคนที่ทำไฟล์นี้ขึ้นมาด้วยนะคะ
ที่ช่วยชีิวิตนักเดินทางที่พูดจีนไม่เป็นให้รอดตายได้ตั้งหลายมื้อน่ะค่ะ
ขอบคุณค่ะ :)

Polin Monastery by “Bus 23″, Hong Kong

Blogged under Somewhere Out There, ฮ่องกง (Hong Kong) by Rainbow on Monday 25 January 2010 at 9:59 pm



จริง ๆ แล้ว Destination หลักที่อยากไปฮ่องกง
คือการได้นั่งชิลบนกระเช้านองปิง(Ngong Ping) 360 องศา
ข้ามภูเขาสามลูกระยะทาง 5.7 กิโลเมตรชมวิวทิวทัศน์อันสวยงาม
เพื่อไปวัดโปหลิน (Polin Monastery)
และไหว้พระพุทธรูปเทียนถาน (Tian Tan Buddha Statue)
พระพุทธรูปทองแดงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
สูง 34 เมตร หนัก 276 ตัน งบการก่อสร้าง 2,800 ล้านบาท
ที่ตั้งเด่นอยู่บนยอดเขาอันไกลโพ้น น น น ~ ~

นักเดินทางที่ดีต้องเตรียมตัวหาข้อมูลและวางแพลนค่ะ
แต่จู่ ๆ เมื่อเข้าไปตรวจสอบที่ www.np360.com.hk
ก็พบข่าวร้ายว่า ต้นเดือนกันยายน 2009 นั้น
ตรงกับช่วงที่ กระเช้านองปิง ปิดปรับปรุง!

แง๊ T.T

เสียใจอยู่เจ็ดวันจึงทำใจได้
และเริ่มค้นข้อมูลหาวิธีเดินทางใหม่
เพราะยังไง ๆ ก็ยังอยากไปให้ถึงยอดเขาอันไกลโพ้น น น น ~~~


การเดินทางเริ่มต้นจาก MTR Porth Point ค่ะ
เพราะว่าเราพักอยู่ที่โรงแรม Ibis North Point
โรงแรมอาจจะอยู่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ สักหน่อย
แต่โชคดีที่มี MTR อยู่ใกล้มาก ๆ ทำให้สะดวกกับการเดินทางค่ะ



การไปวัดโปหลิน (Polin Monastery)
เป็นจุดหมายแรก ที่เราไปถึงฮ่องกงกันค่ะ
ดังนั้นจึงยังไม่คุ้นเคยกับการเดินทางโดย MTR
เวลาเริ่มจะงง ๆ คล้ายจะหลงทาง
bowrainbow ก็จะงัดตำราขึ้นมาดูกันสักนิด
นั่งยอง ๆ อ่านตำราตอนรอ MTR นั่นแหละค่ะ lol



นั่ง MTR ข้ามเกาะ ลอดใต้ทะเล แล้วมาขึ้นบกที่เกาะลันเตาค่ะ
สุดสายมาลงที่ สถานี Tung Chung ออกทาง Exit B
เดินขึ้นมาจะมาโผล่ที่ City Gate Outlet
ห้างสรรพสินค้าที่ลดราคาทั้งปี
(เดี๋ยวไหว้พระเสร็จก่อนเราจะมาช้อปกัน:)



เพราะกระเช้าที่อยากนั่งข้ามภูเขาสามลูกปิดปรับปรุง ~.~
เราก็เลยต้องเดินทางกันด้วยรถบัสหมายเลข 23
ซึ่งจอดอยู่ข้าง ๆ ที่ขึ้นกระเช้า ใกล้ ๆ กัน
ราคารถบัสถูกใจสบายกระเป๋าเพราะราคาเพียง 16 HK$ เท่านั้นค่ะ
ถูกกว่าขึ้นกระเช้าหลายเท่า แต่ใช้เวลาเดินทางมากกว่า
(ขึ้นกระเช้านองปิงใช้เวลา 20 นาที
แต่ขึ้นรถบัสสาย 23 ใช้เวลา 45 นาที)

ที่ฮ่องกง รถบัสแต่ละสาย จะมีป้ายเป็นของตัวเอง
ไม่เหมือนบ้านเราที่ป้ายเดียวรวมทุกสาย
คราวนี้เราจะขึ้นสาย 23 ก็เดินไปรอที่ป้ายหมายเลข 23 ค่ะ



การจ่ายเงินค่ารถนั้น ควรใช้ Octopus Card มา Tab นะคะ
เพราะถ้าไม่มีบัตร Octopus ก็ต้องจ่ายเป็นเงินจริง ๆ
ถ้ามีเงินไม่พอดีก็ต้องจ่ายเกินราคาไป
คนขับรถเค้าไม่ทอนเงินให้นะคะ

** ดู รายละเอียดของ บัตร Octopus Click ที่นี่



ตอนแรกคิดว่าทางขึ้นเขาคงไม่มีอะไรน่าสนใจ
กะว่าจะมานอนหลับบนรถ :P
แต่ที่ไหนได้ สองเส้นทางคดโค้งราวกับอยู่แม่ฮ่องสอน
เลียบภูเขา ผ่านทะเล และหมู่บ้านของชาวฮ่องกงไปเรื่อย



จนเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงเราก็เห็น Big Budha
พระพุทธรูปเทียนถานขนาดใหญ่ยักษ์ตั้งเด่นอยู่บนยอดเขา



จากที่จอดรถ เราต้องเดินขึ้นบันไดไปอีก
จึงจะถึงฐานของพระพุทธรูปเทียนถาน



ก็ค่อย ๆ ป่ายปีนกันขึ้นไปค่ะ
อากาศดีมาก และสองข้างทางก็เต็มไปด้วยต้นสนและต้นส้ม



เมื่อขึ้นไปถึงด้านบนจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง



ลมพัดเย็นสบาย วิวที่มองไปสุดสายตาคือภาพยอดเขาขนาดใหญ่
เหลื่อมซ้อนทับอย่างมีมิติ และมีศาลาเก๋งจีนเล็ก ๆ กลางป่า
นี่มันฉากในหนังจีนกำลังภายในชัด ๆ !



นี่คงเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดบนเกาะลันเตา
มองไปด้านหน้าเห็นภูเขา มองไปด้านหลังเห็นทะเล



และเมื่อแหงนไปเบื้องบน
ก็มองเห็นพระพุทธรูปปางสมาธิและห้ามญาติองค์ใหญ่ที่สุดในโลก



รอบ ๆ องค์พระ จะมีรูปปั้นก็เหล่าเทพเจ้าในอิริยาบถต่าง ๆ
ซึ่งหันด้านหลังให้กับภูเขา และเงยหน้าไปทางองค์พระ







หลังจากกราบไหว้พระพุทธรูปแล้ว
ต่อไปก็ถึงคิวของร้านขายของที่ระลึก
หมู่บ้านวัฒนธรรมนองปิง (Ngong Ping Village)



จริง ๆ แล้วที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านเก่าแก่
แต่เป็นหมู่บ้านที่จำลองขึ้นไว้ขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว
สร้างคล้ายกับหมู่บ้านจีนโบราณ



มี Wishing Shrine ให้เขียนขอพรด้วยนะ



มองมุมนี้คล้ายอยู่ที่ญี่ปุ่น :)



เที่ยวเล่นถ่ายรูปในหมู่บ้าน
จนแสงแดดยามเย็นสะท้อนประตูไม้เป็นสีส้ม



ก็ถึงเวลาที่จะต้องนั่งรถบัสกลับเข้าเมืองแล้ว
ไปรอรถที่ป้าย 23 เหมือนเดิม



ลงรถที่หน้าห้าง City Gate Outlet แล้วเราก็พุ่งตรงไปที่นี่
Food Republic :D



เดินวนกันอยู่สองรอบครึ่งก็ตกลงใจที่ร้านนี้
ร้านอาหารไต้หวัน
(เพราะเรามีแพลนจะไปไต้หวันกันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อิอิ)



หน้าตาคล้าย ๆ ข้าวขาหมูพะโล้
แต่อร่อยกว่ามาก ๆ สรุปว่า ไต้หวันอาหารอร่อย น่าไปจริงๆ



นั่งกินข้าวไป ชมวิวไป
ก่อนจะไปใช้พลังงานด้านการช้อปปิ้งใน Outlet ต่อ :)




Remark:

ถึงจะอดนั่งกระเช้าแต่ก็มีรูปคู่กับกระเช้ามานะ
ไว้ค่อยกลับไปใหม่ เมื่อกระเช้าไม่ปิดปรับปรุง!



Next Page »

Proudly powered by Wordpress - Theme Triplets Identification band, the boyish style by neuro