1.
บนถนนที่รถแล่นไปตามเส้นทางสายใหญ่
ข้างทางเป็นภาพพร่ามัวของกอหญ้าที่มีดอกปุยสีขาว
มองถัดขึ้นไปคือเงาดำมืดของป่าละเมาะ
แวบแรกดูน่ากลัว เพราะแสงส่องมาจากทางด้านหลัง
เงาของต้นไม้จึงเป็นสีดำสนิท

เหนือยอดไม้เป็นพื้นที่ท้องฟ้าสีส้มมัวปนเทา
เงาสายไฟสามเส้นเรียงตัวขนานกันไป
ราวกับเส้นบรรทัดบนกระดาษท้องฟ้า
พระอาทิตย์ดวงกลมสีส้มสุก เคลื่อนตัวลงต่ำเรื่อยๆ
บางครั้ง ฉันรู้สึกเสมือนหนึ่งว่าตัวเองคือดาวหาง
โคจรไปเรื่อยตามเวิ้งจักรวาล โดยมิอาจจะหยุดเดินทางได้
เพราะมีความสุขอยู่ด้วยการเดินทาง
ทางเดียวที่ดาวหางจะหยุดการโคจร
คือการพุ่งชนกับดาวอีกดวง
ผลของการปะทะอาจจะรุนแรง
จนทำให้ดาวหางแตกกระจาย
ออกเป็นส่วนเล็กส่วนน้อย
บางส่วนอาจจะปลิดปลิวดังผงธุลี
พระอาทิตย์ลับยอดไม้ ฟ้าเป็นสีดำ
สายลมของประเทศกัมพูชาพัดมาสัมผัสกาย
ฉันสูดลมหายใจเข้ายาวนานแล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก
แสงเงินแสงทองเรืองรองที่ขอบฟ้า
แสงเงิน ในตำนานหมายความถึง พระจันทร์
แสงทองหมายถึงแสงเรืองรองของพระอาทิตย์
วันนี้เป็นวันที่มีแสงเงินแสงทองเรืองรองจับแผ่นฟ้า
2.
ยามเช้าที่ริมสระน้ำภายในนครวัด
มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ
มารอชมพระอาทิตย์ขึ้นกันอย่างแน่นขนัดเหมือนเดิม
ดีที่ฉันมาแต่เช้ามืด ทำให้ได้มาจองที่ก่อนคนอื่น ๆ
ถ้ามาสายกว่านี้ไม่มีทางเลยที่จะได้อยู่ในมุม
ที่มองพระอาทิตย์ขึ้นเป็นเงาสะท้อนสวยสีส้ม
ตัดกับยอดปราสาทหินในสระน้ำ
นครวัดเป็นโบราณสถาน
ที่เต็มไปด้วยหลักฐานทางดาราศาสตร์
ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างน่าประหลาดใจ
เคยอ่านในหนังสือ ANGKOR WAT Time, Space, and Kingship
มีเขียนไว้ว่าพระอาทิตย์จะขึ้นตรงกับยอดปรางค์องค์กลาง
ในวัน วสันตวิษุวัต (Vernal equinox)
ซึ่งเป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี
เป็นเหตุให้ช่วงกลางวันและช่วงกลางคืนนั้น มีเวลาเท่ากัน
น่าแปลกที่คนโบราณรู้จัก
และคำนวณเรื่องราวของดวงดาวได้อย่างแม่นยำ
ทั้งที่เมื่อก่อนยังไม่เคยมียานอวกาศออกไปนอกโลกด้วยซ้ำ
ยังมีเรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมาย
เกี่ยวกับเทหวัตถุบนท้องฟ้า และนครวัด ที่ฉันยังไม่ได้อ่าน
กะว่ากลับไปเมืองไทยคราวนี้จะค้นคว้าเพิ่มเติม
และอยากจะมาที่นครวัดอีกสักครั้ง ในวันที่มีเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์

วันนี้ไม่ใช่วันวสันตวิษุวัต พระอาทิตย์ขึ้นทางยอดปรางค์ด้านขวาสุด
แปลก พระอาทิตย์ดวงเดิม ดวงเดียวกันกับที่เคยเห็นอยู่ทุกวัน
แต่พระอาทิตย์ที่นี่ให้ความรู้สึก “มหัศจรรย์” ได้ดีเหลือเกิน
3.
ฝุ่นธุลีจากดวงจันทร์แห้งราวกับกระดูก
สสารในขวดที่อยู่ตรงหน้านั้น ก็ดูจะตรงกับคำจำกัดความทุกอย่าง
เธอเคยกินแต่ขนมไหว้พระจันทร์ แต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้ลิ้มรส ดวงจันทร์
เธอไม่อยากรู้หรือ ว่ารสชาติของดวงจันทร์เป็นเช่นไร
จะเปรี้ยวมะนาว หวานน้ำผึ้ง หรือเค็มปะแล่มด้วยเคยเป็นทะเลมาก่อน
เธอไม่อยากรู้จริง ๆ หรือ?
เธอชั่งใจและเก็บขวดผงดวงจันทร์นี้ไว้ในกระเป๋าเป้สะพายหลัง
มนุษยชาติหลายคนในประวัติศาสตร์โลก
ล้วนใฝ่ฝันที่จะได้ลิ้มรสดวงจันทร์
ทั้งในจินตนาการ วรรณคดีและวิทยาศาสตร์
ตอนนี้เธอมีโอกาสเหนือคนเหล่านั้นทั้งโลกแล้ว
แสงในขวดเรืองรองเย้ายวน
เธออยากชิมดวงจันทร์!

4.
ณ ฝั่งทะเลสีหนุวิล (จังหวัดกำปงโสม ประเทศกัมพูชา)
หญิงสาวยืนถือขวดใสขนาดเล็กที่มีผงสีเหลืองทองเรืองรองอัดแน่น
เปลือยเท้าเปล่า ยืนนิ่งอยู่บนหาดทราย
คลื่นยังคงซัดสาดดังเป็นท่วงทำนองเพลงไม่รู้จบ
สายลมทะเลอุ่น ๆ พัดเบา ๆ
ผมสีดำยาวสลวยของเธอปลิวสยายตามแรงลม
คล้ายสาหร่ายที่ลอยอยู่ในเวิ้งมหาสมุทรที่ไม่มีมรสุม
ท้องฟ้าสีเทา ทะเลสีดำ
แสงในขวดสว่างเหลืองเรืองรองในความมืด
หญิงสาว ก้าวลงไปในทะเลจนน้ำเปียกถึงเข่า
เธอเปิดขวดออก ค่อย ๆ เทฝุ่นธุลีจันทราลงไปในทะเล
แรงลมสมุทรพัดปลิวละลายฝุ่นจากดวงจันทร์
จางจนเป็นเนื้อเดียวอากาศก่อนจะลอยจมดิ่งลงในทะเลสีดำนั้น
ด้วยเวทมนต์แห่งจันทรา
ดวงจันทร์เต็มดวงสีเหลืองหวานค่อย ๆ แย้มยิ้ม
ออกมาจากปราสาทเมฆสีดำทะมึน
ท้องฟ้าพลันกระจ่าง
ผืนน้ำตรงหน้าหญิงสาวส่องประกายวิบวับสีทอง
ราวกับมีแสงจากหิ่งห้อยทะเลนับแสนนับล้านตัว
หญิงสาวรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่าง
ที่มาจากดวงดาวสีเหลืองนวลดวงนั้น
ราวกับนักบินอวกาศ
แล้วเธอก็ได้เหยียบดวงดาวพระจันทร์
แหงนหน้าจนคางตั้งตรงกับลำคอ
มองไม่เห็นท้องฟ้า แต่ครั้งนี้, เธอมองเห็นจักรวาล!
5.
“From the real moon” ชายแก่คนหนึ่งบอกหญิงสาว
หญิงสาวไม่แน่ใจ
แต่ยอมจ่ายเงินหลายแสนเรียลให้กับชายแก่ชาวเสียมเรียบ
อย่างน้อย ที่ข้างขวดก็เขียนไว้ว่า “DIY: Moon”