Chee Kee สรวงสวรรค์ของคนรักบะหมี่, Hong Kong

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, ฮ่องกง (Hong Kong) | Sunday 11 July 2010 8:12 pm



    ฉันโคตรรักย่าน Causeway Bay เลยล่ะ!
    เพราะนอกจากจะมีร้านค้าที่ติดป้ายเซลล์
    จนแทบจะห้ามใจไม่ให้ช้อปไม่ได้แล้ว
    ยังมีร้านบะหมี่เจ้าอร่อยของฮ่องกงอยู่ใกล้ ๆ แถวนี้อีกด้วย
    ช้อปปิ้งที่ Time Square เสร็จก็เดินตัวเบาไปอีกสองข้ามถนนเท่านั้น



    ก่อนหน้านี้หนึ่งวัน ฉันมาร้านนี้ครั้งนึงแล้วแต่ว่าร้านปิด
    เลยต้องระเห็จไปนั่งกินบะหมี่โนเนมที่ร้านอื่นแถวนั้น
    มาวันนี้ร้านเปิดแล้ว แถมยังเช้าอยู่ ร้านเพิ่งเปิดทำให้มีโต๊ะว่าง :)



    ร้านนี้เป็นร้านบะหมี่เก่าแก่ที่ปรับปรุงใหม่จนดูสะอาดสะอ้าน
    แต่ก็ยังคงความเป็นจีนฮ่องกงไว้ในทุกรายละเอียด
    ไม่เว้นแม้แต่มือจับประตูทางเข้าร้าน



    สั่งเครื่องดื่มกันก่อนเลย น้ำเต้าหู้ฮ่องกง



    ซุปเกี๊ยวกุ้งชามยักษ์ กุ้งเป็นกุ้ง น้ำซุปรสหวานอร่อย
    ในตำราที่พกไป “เขาว่ากันว่าร้านนี้อร่อยที่ฮ่องกง” โดย สิรินทร์ วงษ์พานิช
    บรรยายว่า น้ำซุปร้านนี้ทำมาจาก เปลือกกุ้ง หอยเชลล์และก้างปลา
    ทำให้น้ำซุปหวานหอมจากธรรมชาติโดยไม่ต้องใช้ผงชูรสเลย
    ของเค้าดีจริงอร่อยจริงอย่างในตำราว่าไว้เป๊ะ!



    ชามต่อไป บะหมี่เอ็นเนื้อตุ๋น
    หน้าตาเหมือนในเมนู และกลมกล่อมมาก



    ส่วนชามต่อไปนี้คือทีเด็ดของแท้ :D
    สรวงสวรรค์ของคนรักบะหมี่ปรากฎตรงหน้า
    บะหมี่แห้งเนื้อแบบเผ็ด หน้าตาดูเรียบ ๆ
    แต่รสชาติทำให้เรารู้สึกเหมือนอยู่ในการ์ตูนจอมยุทธกระทะเหล็ก
    ที่เวลากินเข้าไป และกัดโดนเส้นบะหมี่แต่ละเส้น
    จะมีแสงวิบวับพุ่งออกมาจากปากที่กำลังโซ๊ยบะหมี่



    ฉันไม่ได้โม้นะ ถ้าไปฮ่องกงแล้วไม่ได้ไปกินบะหมี่ร้านนี้
    ฉันถือว่าไปไม่ถึงฮ่องกงล่ะ!



    ส่วนเวลาคิดเงินก็หยิบบิลออกมาคิดตังค์ตรงแคชเชียร์หน้าร้านเลยค่ะ
    สรวงสวรรค์ของคนรักบะหมี่ ร้านนี้เลยนะ ร้าน Chee Kee (อ่านว่า ชี่เก นะคะ:)


    How to go
    นั่ง MTR ไปลงสถานี Causeway Bay
    ออกทางออก A จะมาโผล่ขึ้นตรงหน้า Time Square
    เลี้ยวขวามาทางที่มีหอนาฬิกา
    ข้ามถนน 2 ถนน จะเจอป้าย Percival Street มองไปทางขวา
    จะเห็นป้ายลายจีน เขียว ๆ เหลือง ๆ อยู่
    ร้านเปิด 10:00 - 20:00 นะคะ
    (อย่าไปวันที่ตรงกับตรุษจีน สารทจีนเพราะร้านไม่เปิด
    คนจีนเค้าไม่ทำงานกันในวันนั้น ๆ ค่ะ)


Food no Talk, Causeway Bay Hong Kong

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, ฮ่องกง (Hong Kong) | Tuesday 26 January 2010 12:49 pm


    ไปฮ่องกงถ้าไม่ได้กินบะหมี่ฮ่องกงก็เหมือนไปไม่ถึง
    ดังนั้น bowrainbow จึงพลิกตำราแล้วจิ้มมาหนึ่งร้าน
    ตกลงว่าจะไปกินบะหมี่ร้านอร่อย Chee Kee ย่าน Causeway Bay กันค่ะ



    วันนี้เราออกสาย ตั้งสิบโมงแน่ะ
    เพราะกะเอาไว้ว่า อยากไปถึงตอนร้านบะหมี่เปิดพอดี
    (ในตำราบอกว่าร้านเปิด 10:00 น.)



    นั่ง MTR มาลงที่สถานี Causeway Bay
    ออก EXit A จะผ่านไปออกบนดินตรงตึก Time Square พอดี



    อันนี้ หลังคาโดมที่ทำจากกระจกสีที่ Time Square
    ถ่ายจากบันไดเลื่อนค่ะ อลังการงานสร้างมาก ๆ



    เมื่อโผล่ขึ้นมาบนดินจะพบกับผู้คนและร้านแบรนด์ดังต่าง ๆ มากมาย



    ตึกสูงระฟ้า ที่แหงนหน้าจนคอตั้ง
    ก็มองเห็นพื้นที่ท้องฟ้านิดเดียว
    ที่นี่ฮ่องกงของแท้สินะ!



    รถราขวักไขว่ แท๊กซี่สีแดงรอจอดรับผู้โดยสารเป็นแนว



    หอนาฬิกาขนาดใหญ่
    สัญลักษณ์ของตึก Time Square



    จะไปร้าน Chee Kee ก็เดินไปทางที่มีหอนาฬิกานี่ล่ะค่ะ
    ง่ายมาก ๆ ข้ามถนนไปนิด แล้วเลี้ยวขวาไปหน่อย



    ไม่นานเราก็ได้พบกับป้ายร้าน Chee Kee ในตำนาน



    แต่ข่าวร้ายมาก และมากที่สุดคือ
    วันนี้ร้านปิดค่ะ!

    (ใช่สิ ก็มันตรงกับวันหลังสารทจีนวันเดียวนี่นะ)



    เสียศูนย์เลยค่ะ รู้สึกเคว้งคว้าง
    คล้ายตอนรู้ว่ากระเช้านองปิงปิดปรับปรุง

    ฮือ ๆ หนูอยากกินบะหมี่ฮ่องกง ง ง ง ง ~~~~



    หิวก็หิว จะรีบไปดิสนีย์แลนด์ด้วยอ่ะ
    เลยเดินเปะปะไปทั่ว หาร้านที่มันเปิดขายวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้
    โอ๊ย หิว หิว หิว เว้ย เฮ้ย!



    จนมาเจอร้านนี้ในซอยเล็ก ๆ หลัง Time Square
    สะดุดตาตรงที่คนฮ่องกงนั่งกันอยู่เต็มร้าน



    และมีป้ายรูปเบอร์เกอร์และอาหารนานาชนิด
    (กะว่ามันต้องมีเมนูภาษาอังกฤษหรือรูปอาหารให้ชี้เลือกแน่นอน)



    แต่ที่ไหนได้ ในร้านนั้นมีแต่คนจีนฮ่องกง
    และไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ซักคน
    รูปภาพอาหารก็ไม่มีให้เราชี้ ๆ

    I need food อ่ะ แง ๆๆ เข้าใจมั๊ยเนี่ย
    Food no talk สินะ T.T

    โชคยังดีที่พลิกโพยในมือไปมา
    เฮ้ยนี่เรา print “ภาษากวางตุ้งเพื่อการท่องเที่ยวรุ่นไม่อดตาย” ไปด้วย :D

    เลยให้ลุงเจ้าของร้านดูโพยภาษาจีน ว่าที่นี่มีอะไรให้กินบ้าง
    ล๊งเล๊งส่งภาษาใบ้ ภาษาจีน ภาษาไทย กับกระดาษแผ่นนั้นกันซักพัก
    เราก็ได้อาหารเช้าหน้าตาประหลาด ๆ มาวางบนโต๊ะ

    เออ คือนึกว่าจะได้เบอร์เกอร์เนื้อ แบบ แมคโดนัล
    ดันได้ “เบอร์เกอร์เนื้อเค็มใส่หัวหอมและผักกาดแก้ว”
    เห็นหน้าตาธรรมดาแบบนี้ แต่ว่าอร่อยกว่าที่คิดมาก ๆ เลยค่ะ
    เป็นรสชาติที่หากินไม่ได้ในเมืองไทยอ่ะ
    ราคาก็ถูกกว่าอาหารในร้านแนะนำซะด้วย อิอิ



    และเพื่อไม่ให้ชีช้ำจนเกินไปนัก
    เลยจิ้มภาษาจีนที่เป็นคำว่า บะหมี่ ไปด้วย



    เลยได้บะหมี่เนื้อ ที่เป็นเส้นหมี่นิสชิน
    น้ำซุปก็อร่อยนะ ถึงจะไม่ใช่ Chee kee ก็เถอะ
    ปลอบใจตัวเองไปเรื่อย เวลาหิวอะไร ๆ ก็อร่อยทั้งนั้น



    ส่วนเครื่องดื่ม อันนี้เราสั่ง Advance ได้
    เพราะเรียนรู้คำศัพท์ง่าย ๆ มาบ้าง
    เราสั่ง ตงหลายฉ่า ค่ะ แปลว่า ชานมเย็น :)



    เสร็จสรรพอิ่มหมีพีมันพุงป่อง
    ตอนเรียกเก็บเงิน ลุงเจ้าของร้านดันพูดว่า “สามแปด”

    อ้าว ไหงงั้นอ่ะ พูดไทยได้ด้วยเหรอคะ???



    เดินออกมาจากร้านแบบงง ๆ
    พอเปิดโพย ภาษากวางตุ้งเพื่อการท่องเที่ยวรุ่นไม่อดตายดู
    ก็อดยิ้มให้กับความน่ารัก ๆ ของภาษาจีนและภาษาไทยไม่ได้

    เพราะ สาม ในภาษาไทย ภาษาจีนออกเสียงว่า ซ้าม
    และ แปด ออกเสียงว่า ปาด

    เมื่อฟังรวม ๆ จึงกลายเป็น ซ้ามปาด ซ้ามปาด สามแปด!


    Remark: ใครอยากได้ ภาษากวางตุ้งเพื่อการท่องเที่ยวรุ่นไม่อดตาย
    ส่งเมลมาที่ bow.supaporn@gmail.com นะคะ
    เดี๋ยวจะส่งไฟล์ไปให้ค่ะ

    ต้องขอขอบคุณคนที่ทำไฟล์นี้ขึ้นมาด้วยนะคะ
    ที่ช่วยชีิวิตนักเดินทางที่พูดจีนไม่เป็นให้รอดตายได้ตั้งหลายมื้อน่ะค่ะ
    ขอบคุณค่ะ :)

Polin Monastery by “Bus 23″, Hong Kong

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, ฮ่องกง (Hong Kong) | Monday 25 January 2010 9:59 pm


    จริง ๆ แล้ว Destination หลักที่อยากไปฮ่องกง
    คือการได้นั่งชิลบนกระเช้านองปิง(Ngong Ping) 360 องศา
    ข้ามภูเขาสามลูกระยะทาง 5.7 กิโลเมตรชมวิวทิวทัศน์อันสวยงาม
    เพื่อไปวัดโปหลิน (Polin Monastery)
    และไหว้พระพุทธรูปเทียนถาน (Tian Tan Buddha Statue)
    พระพุทธรูปทองแดงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
    สูง 34 เมตร หนัก 276 ตัน งบการก่อสร้าง 2,800 ล้านบาท
    ที่ตั้งเด่นอยู่บนยอดเขาอันไกลโพ้น น น น ~ ~

    นักเดินทางที่ดีต้องเตรียมตัวหาข้อมูลและวางแพลนค่ะ
    แต่จู่ ๆ เมื่อเข้าไปตรวจสอบที่ www.np360.com.hk
    ก็พบข่าวร้ายว่า ต้นเดือนกันยายน 2009 นั้น
    ตรงกับช่วงที่ กระเช้านองปิง ปิดปรับปรุง!

    แง๊ T.T

    เสียใจอยู่เจ็ดวันจึงทำใจได้
    และเริ่มค้นข้อมูลหาวิธีเดินทางใหม่
    เพราะยังไง ๆ ก็ยังอยากไปให้ถึงยอดเขาอันไกลโพ้น น น น ~~~


    การเดินทางเริ่มต้นจาก MTR Porth Point ค่ะ
    เพราะว่าเราพักอยู่ที่โรงแรม Ibis North Point
    โรงแรมอาจจะอยู่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ สักหน่อย
    แต่โชคดีที่มี MTR อยู่ใกล้มาก ๆ ทำให้สะดวกกับการเดินทางค่ะ



    การไปวัดโปหลิน (Polin Monastery)
    เป็นจุดหมายแรก ที่เราไปถึงฮ่องกงกันค่ะ
    ดังนั้นจึงยังไม่คุ้นเคยกับการเดินทางโดย MTR
    เวลาเริ่มจะงง ๆ คล้ายจะหลงทาง
    bowrainbow ก็จะงัดตำราขึ้นมาดูกันสักนิด
    นั่งยอง ๆ อ่านตำราตอนรอ MTR นั่นแหละค่ะ lol



    นั่ง MTR ข้ามเกาะ ลอดใต้ทะเล แล้วมาขึ้นบกที่เกาะลันเตาค่ะ
    สุดสายมาลงที่ สถานี Tung Chung ออกทาง Exit B
    เดินขึ้นมาจะมาโผล่ที่ City Gate Outlet
    ห้างสรรพสินค้าที่ลดราคาทั้งปี
    (เดี๋ยวไหว้พระเสร็จก่อนเราจะมาช้อปกัน:)



    เพราะกระเช้าที่อยากนั่งข้ามภูเขาสามลูกปิดปรับปรุง ~.~
    เราก็เลยต้องเดินทางกันด้วยรถบัสหมายเลข 23
    ซึ่งจอดอยู่ข้าง ๆ ที่ขึ้นกระเช้า ใกล้ ๆ กัน
    ราคารถบัสถูกใจสบายกระเป๋าเพราะราคาเพียง 16 HK$ เท่านั้นค่ะ
    ถูกกว่าขึ้นกระเช้าหลายเท่า แต่ใช้เวลาเดินทางมากกว่า
    (ขึ้นกระเช้านองปิงใช้เวลา 20 นาที
    แต่ขึ้นรถบัสสาย 23 ใช้เวลา 45 นาที)

    ที่ฮ่องกง รถบัสแต่ละสาย จะมีป้ายเป็นของตัวเอง
    ไม่เหมือนบ้านเราที่ป้ายเดียวรวมทุกสาย
    คราวนี้เราจะขึ้นสาย 23 ก็เดินไปรอที่ป้ายหมายเลข 23 ค่ะ



    การจ่ายเงินค่ารถนั้น ควรใช้ Octopus Card มา Tab นะคะ
    เพราะถ้าไม่มีบัตร Octopus ก็ต้องจ่ายเป็นเงินจริง ๆ
    ถ้ามีเงินไม่พอดีก็ต้องจ่ายเกินราคาไป
    คนขับรถเค้าไม่ทอนเงินให้นะคะ

    ** ดู รายละเอียดของ บัตร Octopus Click ที่นี่



    ตอนแรกคิดว่าทางขึ้นเขาคงไม่มีอะไรน่าสนใจ
    กะว่าจะมานอนหลับบนรถ :P
    แต่ที่ไหนได้ สองเส้นทางคดโค้งราวกับอยู่แม่ฮ่องสอน
    เลียบภูเขา ผ่านทะเล และหมู่บ้านของชาวฮ่องกงไปเรื่อย



    จนเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงเราก็เห็น Big Budha
    พระพุทธรูปเทียนถานขนาดใหญ่ยักษ์ตั้งเด่นอยู่บนยอดเขา



    จากที่จอดรถ เราต้องเดินขึ้นบันไดไปอีก
    จึงจะถึงฐานของพระพุทธรูปเทียนถาน



    ก็ค่อย ๆ ป่ายปีนกันขึ้นไปค่ะ
    อากาศดีมาก และสองข้างทางก็เต็มไปด้วยต้นสนและต้นส้ม



    เมื่อขึ้นไปถึงด้านบนจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง



    ลมพัดเย็นสบาย วิวที่มองไปสุดสายตาคือภาพยอดเขาขนาดใหญ่
    เหลื่อมซ้อนทับอย่างมีมิติ และมีศาลาเก๋งจีนเล็ก ๆ กลางป่า
    นี่มันฉากในหนังจีนกำลังภายในชัด ๆ !



    นี่คงเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดบนเกาะลันเตา
    มองไปด้านหน้าเห็นภูเขา มองไปด้านหลังเห็นทะเล



    และเมื่อแหงนไปเบื้องบน
    ก็มองเห็นพระพุทธรูปปางสมาธิและห้ามญาติองค์ใหญ่ที่สุดในโลก



    รอบ ๆ องค์พระ จะมีรูปปั้นก็เหล่าเทพเจ้าในอิริยาบถต่าง ๆ
    ซึ่งหันด้านหลังให้กับภูเขา และเงยหน้าไปทางองค์พระ







    หลังจากกราบไหว้พระพุทธรูปแล้ว
    ต่อไปก็ถึงคิวของร้านขายของที่ระลึก
    หมู่บ้านวัฒนธรรมนองปิง (Ngong Ping Village)



    จริง ๆ แล้วที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านเก่าแก่
    แต่เป็นหมู่บ้านที่จำลองขึ้นไว้ขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว
    สร้างคล้ายกับหมู่บ้านจีนโบราณ



    มี Wishing Shrine ให้เขียนขอพรด้วยนะ



    มองมุมนี้คล้ายอยู่ที่ญี่ปุ่น :)



    เที่ยวเล่นถ่ายรูปในหมู่บ้าน
    จนแสงแดดยามเย็นสะท้อนประตูไม้เป็นสีส้ม



    ก็ถึงเวลาที่จะต้องนั่งรถบัสกลับเข้าเมืองแล้ว
    ไปรอรถที่ป้าย 23 เหมือนเดิม



    ลงรถที่หน้าห้าง City Gate Outlet แล้วเราก็พุ่งตรงไปที่นี่
    Food Republic :D



    เดินวนกันอยู่สองรอบครึ่งก็ตกลงใจที่ร้านนี้
    ร้านอาหารไต้หวัน
    (เพราะเรามีแพลนจะไปไต้หวันกันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อิอิ)



    หน้าตาคล้าย ๆ ข้าวขาหมูพะโล้
    แต่อร่อยกว่ามาก ๆ สรุปว่า ไต้หวันอาหารอร่อย น่าไปจริงๆ



    นั่งกินข้าวไป ชมวิวไป
    ก่อนจะไปใช้พลังงานด้านการช้อปปิ้งใน Outlet ต่อ :)




    Remark:

    ถึงจะอดนั่งกระเช้าแต่ก็มีรูปคู่กับกระเช้ามานะ
    ไว้ค่อยกลับไปใหม่ เมื่อกระเช้าไม่ปิดปรับปรุง!



Keep Shopping ~ Walking ~ Eating, Temple Street Hong Kong

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, ฮ่องกง (Hong Kong) | Thursday 21 January 2010 1:49 pm
    เมื่อไปฮ่องกง ทุกคนจะได้รับภารกิจ 3 อย่างเท่า ๆ กันคือ

    หนึ่ง Shopping
    สอง Walking
    สาม Eating!



    และ Temple Street คือสถานที่ที่เหมาะที่สุด
    ที่จะปฏิบัติภารกิจฮ่องกงให้ลุล่วงอย่างสมบูรณ์

    Let’s Shopping ~ Walking ~ Eating :D



    การเดินทางมา Temple Street ง่ายมาก ๆ
    เพียงแค่นั่งรถไฟใต้ดินสายสีแดงมาลงที่สถานี Yau Ma Tei
    สถานีนี้อยู่บนฝั่งเกาลูน แต่ถ้าใครที่อยู่ฝั่งเกาะฮ่องกงหรือเกาะลันเตา
    ให้นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Central เพื่อ Exchange มาสายสีแดง
    Yau Ma Tei ห่างจาก Central เพียง 4 ป้ายเท่านั้น



    ถึงที่หมายเราจะโผล่ขึ้นบนดินที่ทางออก Exit C
    ตอนขึ้นมาอาจจะงง ๆ นิดหน่อยว่าจะเดินไปทางไหนดี
    แต่ที่นี่ ฮ่องกง ไม่ต้องกลัวหลงทางค่ะ
    เค้ามีป้ายบอกถนนหนทางชัดเจน
    เพียงแค่เราเพิ่มนิสัยรักการอ่านและช่างสังเกตนิดหน่อยเท่านั้น



    Temple Street เป็นถนนคนเดินที่มีสินค้าราคาหลากหลายให้ซื้อ
    รวมถึงมีร้านอาหารข้างทางหลายร้านให้เลือกกินตามใจชอบ

    มีหลายร้านที่คนไทยเคยมากินและลงไว้ในหนังสือคู่มือท่องเที่ยว
    และร้านนี้คือร้านแรกที่สะดุดตา ร้าน Hing Kee
    แหม ก็เล่น Print ปกหนังสือขนาดใหญ่ ตั้งไว้หน้าร้าน
    เราคนไทยเวลาไปต่างแดน พอเจอภาษาบ้านเกิดก็พุ่งเข้าใส่ตามธรรมชาติ :)



    แต่ต้องทำใจไว้ก่อนเลยนะคะว่า
    กว่าจะได้เข้าไปนั่งในร้านต้องรอสักพักใหญ่
    เพราะเป็นร้านดังร้านอร่อย ลูกค้าแน่นร้าน
    ทั้งคนฮ่องกงและนักท่องเที่ยว



    การสั่งอาหารที่นี่ง่ายค่ะ
    เพราะมีทั้งรูปและมีภาษาอังกฤษกำกับไว้ที่เมนู

    แต่วิธีการสั่งอาหารที่ดีที่สุด
    คือดูว่าโต๊ะอื่นในร้านเค้ากินอะไรกัน
    เราก็สั่งแบบที่ชาวบ้านเค้ากินกัน
    เพราะมันต้องอร่อยอย่างแน่นอน ^^V



    จานแรกค่ะ, Deep Fried Oysters Cake
    หอยนางรมทอด กรอบอร่อย
    แต่ไอ้น้ำซอสสีแดง ๆ ที่ราดแบบในรูปนั่นอย่าไปราดเยอะเชียวนะคะ
    เพราะมันไม่ใช่ซอสหวาน ๆ แบบที่เมืองไทย

    มันคือซอสเค็ม(มาก) ค่ะ!
    แล้วโบว์ก็ราดไปซะเยอะเชียวด้วย T.T



    จานที่สองคือ ผัดหอยลาย
    อร่อยมาก สั่งกันทุกโต๊ะ
    จนทุกโต๊ะในร้านจะเต็มไปด้วยกองภูเขาเปลือกหอยค่ะ



    มาถึงอาหารชื่อดังของร้านนี้ ข้าวอบหม้อดิน หรือ Rice Pot ค่ะ
    โดยเราสามารถเลือก Topping แบบต่าง ๆ
    เช่น เป็ด ไก่ หมู เนื้อวัว เนื้อกบ ไส้กรอก ปลาเค็ม ฯลฯ
    หรือจะผสมกันแบบไหน กี่อย่าง ก็ได้

    เวลาเสิร์ฟให้กินกับซอสสีดำ ๆ ขวดนี้ค่ะ
    เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน Hing Kee
    เหยาะ ๆ แล้วให้คลุก ๆ กับข้าวในหม้อดิน
    ตรงก้นหม้อจะได้ไม่ไหม้ค่ะ
    (เวลาเหยาะซอส ต้องอย่าลืมชิมด้วย เดี๋ยวเค็มเกินไปอีก)



    อิ่มออกมาจาก Hing kee แล้ว เราก็เดินดูของตามถนนกันต่อไป
    แต่ไม่รู้อะไรดลบันดาลใจให้มานั่งลงที่ร้านนี้อีก



    คล้าย ๆ เป็นร้านข้าวมันไก่ที่มีปนหน้าเป็ดและหน้าหมูด้วย
    ร้านอยู่แยกเลี้ยวซ้ายจากถนนสายหลักค่ะ



    ถึงจะอิ่มแค่ไหน แต่เลือดนักชิมมันเข้มข้นกว่า
    เราจึงนั่งเลือก ๆ เมนูอย่างสนุกสนาน
    อีกเสียงในใจก็กลัวว่าจะกินไม่หมด



    น้ำซุปถ้วยใหญ่ที่อาเจ๊เจ้าของร้านตักให้
    มีซุปเปอร์ตีนไก่ของโปรดที่อุดมด้วยคอลลาเจนต้านวัยชรา
    ให้มาเลยเต็ม ๆ หนึ่งตีน!



    ซดน้ำซุป แทะตีนไก่อยู่แป๊บเดียว
    จานหลักของเราก็ถูกนำมาวางตรงหน้า
    ข้าวมันไก่+เป็ด ขนาดไซส์ L

    จากที่คิดว่าจะกินไม่หมด
    ก็ดันซัดโฮกเข้าไป จนข้าวไม่เหลือซักเม็ด
    น้ำซุปไม่เหลือซักหยด ^^”



    คราวนี้อิ่มของจริง เลยต้องหยุดภารกิจ Eating ไว้ก่อน
    เริ่ม Walking และ Shopping กันดีกว่า :)



    เดิน Temple Street เหมือนเดินอยู่ในเมืองจีน
    สินค้า Made in China มีอยู่มากมาย
    เสื้อผ้า นาฬิกา กระเป๋า รองเท้า ตุ๊กตา ของเล่น ฯลฯ



    ส่วนชิ้นนี้ น้อง Ponyo นอนรอเราอยู่
    เราเลยมารับกลับเมืองไทยซะ :)



    เดินไปจนสุดถนนสายแรก
    ก็เห็นร้านหนึ่งคนต่อแถวกันยาวมาก



    เป็นร้านขายน้ำมะม่วง Hui Lau Shan ชื่อดังนั่นเอง



    ถอยมาหนึ่งแก้ว เป็นน้ำวุ้นมะม่วงในน้ำกะทิ



    ส่วนคนที่ไปด้วยกัน พอดีไม่สบาย
    และร้านนี้ก็มี สโลแกนว่า Heathy Dessert
    เลยอยากลองกินยาจีนที่มีขายอยู่หน้าร้านนี้พอดี

    ยาน้ำดำขมปี๋เพราะเต็มด้วยตัวยาจีนหลายอย่าง
    ตัวยาหนึ่งในนั้น คือ กระดองเต่า!

    แปลก ที่กินแล้วอาการป่วยเริ่มทุเลา
    คล้ายจอมยุทธที่สูญเสียพลังลมปราณ
    ได้กินยาหม้อที่ต้มด้วยสมุนไพรจากยอดเขาอัลไต

    กระดองเต่ารักษาทุกโรค :P



    Temple Street ยาวสองสามช่วงถนน
    เมื่อเดินจาก Yau Ma Tei ลงมาทาง Jordan
    เราจะผ่านประตูวัด Tin Hau
    แหงนมองขึ้นไปเห็นพระจันทร์เต็มดวงตรงประตูวัดพอดี



    เดินพ้นเขตวัดนิดเดียว
    เราก็จะพบกับอาณาจักรแผงลอยขาย Sex Shop
    (ไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะมัวแต่ไปเดินเลือกสินค้าอยู่ #กักกัก ><)



    จากถนนหนึ่งมาสู่ถนนหนึ่ง
    ร้านขายของยังคงตั้งยาวไปจนสุดถนน
    ถ้าเดินไปเรื่อย ๆ จะสามารถขึ้นรถไฟใต้ดินกลับจากสถานี Jordan ได้ค่ะ



    หมดไปหนึ่งคืนที่ Temple Steet
    แต่ว่าคืนถัดมาหลังจากเที่ยว The Peak และ Avenue of Star แล้ว
    เราก็มาจบมื้อดึกกันที่นี่อีกแล้วค่ะ

    (ฮ่า ๆ ติดใจ)

    คืนที่สองเราไปกิน Sea Food แกล้มเบียร์กัน
    ตรงสี่แยกแถว Temple Street



    ร้าน Sea Food มีอยู่มากมาย



    เลือกซักร้าน นั่งลง แล้วสั่งเบียร์เย็น ๆ
    พร้อมกับละเลียดเลือกเมนูอาหารทะเล



    จานแรกที่เลือกคือ แกงกระหรี่ทะเล
    สีสันจัดจ้าน แต่ไม่เผ็ดนะคะ



    จานที่สองอันนี้ เส้นหมี่ผัดเนื้อ
    อร่อยมาก ถ้ากลับไปก็ต้องไปกินอีก



    ส่วนจานนี้ เป็นหอลเชลล์อบวุ้นเส้นโปะด้วยกระเทียมเจียว
    สั่งเพราะแปลกดี ที่เมืองไทยไม่ค่อยมีใครทำ
    นอกจากร้านอาหารจีนบางร้านเท่านั้น



    ไปฮ่องกงห้ามพลาด Temple Street นะคะ :)


    ข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ
    - ร้าน Hing Kee โดย ลุงเด้ง แห่ง HKFC (Hong Kong Fan Club)
    - กินอะไรดีที่ฮ่องกง จาก คลังกระทู้ของห้อง Blueplanet
    - เส้นทาง MTR ทั้งหมด
    - เว็บร้าน Hui Lau Shan น่ารักดี มีรูปยั่วน้ำลาย (แต่เป็นภาษาจีนนะ)

Ibis North Point, Hong Kong

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, ฮ่องกง (Hong Kong) | Saturday 3 October 2009 7:31 pm
    Good morning Hong Kong, Good morning Ponyo!

    :D ที่นี่ฮ่องกงค่ะ แถวท่าเรือ North Point
    ส่วนเจ้าหญิงโปเนียวตัวน้อยก็ได้มาจาก Night Market
    แถว Temple Street เมื่อคืนค่ะ



    ตอนวางแผนมาฮ่องกงเมื่อหลายเดือนก่อน
    ตอนแรกก็กะว่าจะพักแบบประหยัดเงิน
    เช่นไปพักที่ Hostel ตึก Sincere



    แต่โชคดีที่โรงแรมในเครือ Accor
    มีโปรโมชั่น Super Sale พอดิบพอดี
    เลยได้มานอนชมวิวอ่าววิคตอเรีย
    ที่ห้อง Deluxe Seaview ของ Ibis North Point
    ในราคาพอ ๆ กับ Hostel



    ห้องพักของโรงแรมมีขนาดเล็ก ๆ ประหยัดพื้นที่ตามสไตล์ฮ่องกง
    (แต่ก็ยังกว้างกว่า Hostel ที่ตึก Sincere)



    ที่โรงแรมนี้มีสิ่งอำนวยความสะดวกครบครัน
    ทีวี (มีช่อง adult movie)
    ตู้เซฟ ไดร์เป่าผม เครื่องต้มน้ำ ชา กาแฟ สบู่ แชมพู ผ้าขนหนู ฯลฯ

    แต่สิ่งหนึ่งที่ไม่มีคือ ผ้า Welcome สำหรับเช็ดเท้าเปียกตรงห้องน้ำ



    ชอบโรงแรมนี้ เพราะเวลาออกไปเที่ยวเล่นแล้วกลับมาอยู่ที่ห้อง
    แค่เปิดม่านแล้วมองออกไปนอกหน้าต่าง
    ภาพที่ปรากฏตรงหน้า ก็ย้ำกับสายตาเราเสมอว่า
    ที่ีนี่แหละ ฮ่องกง!




    Address:
    สถานที่ตั้งก็ใกล้กับรถไฟฟ้าใต้ดิน MTR North Point มาก ๆ ด้วย



    เพียงออก Exit A1 แล้วเดินเลี้ยวขวามานิดเดียว ก็ถึงประตูทางเข้าโรงแรม
    เมื่อมาถึงแล้วให้ขึ้นไปชั้น 2 เลยนะคะ เพราะ Lobby อยู่ชั้นบนค่ะ






    Tips!

    ร้านอาหารแถว North Point มีมากมายไม่แพ้ย่านอื่นค่ะ
    ตั้งแต่เดินขึ้นรถไฟฟ้าแล้ว ก็จะมีร้านเบเกอรี่ Maxim



    พวกขนมปัง พาย ทาร์ต ของร้านนี้อร่อยมากค่ะ



    และยังมีร้านอาหารตามสั่งที่เดินผ่านตอนไปโรงแรม
    เวลาไปนั่งเค้าจะเสิร์ฟน้ำชามาให้
    ครั้งแรกเราซัดอึกอึกอึก โดยไม่ได้คิดอะไร
    มารู้ตัวอีกทีตอนที่ชาวฮ่องกงโต๊ะอื่นมองเราด้วยสายตาแปลก ๆ
    แหม ก็น้ำชาเค้าเอามาให้ล้างตะเกียบน่ะสิคะ - -”



    เราก็ได้แต่แก้เขินด้วยการก้มหน้าก้มตา
    กินโจ๊กและปาท่องโก๋ตัวใหญ่ยักษ์จนหมดเรียบ






    อืม ร้านนี้ไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้นะคะ
    ตอนสั่งอาหารเราก็เปิดโพยแปลภาษากับใช้ภาษาใบ้
    และเจ้าของร้านเค้าก็จะจดยิก ๆๆ
    แล้วเอากระดาษแผ่นเล็ก ๆ ที่มีตัวเลขมาวางแปะที่โต๊ะเรา
    ตัวเลขนั้นคือราคาอาหารที่เราสั่ง
    พอกินอิ่มก็นำกระดาษแผ่นนี้ไปคิดเงินที่ counter ค่ะ
    ชอบฮ่องกงก็เพราะอาหารอร่อยนี่ล่ะค่ะ :)

Next Page »
Centurion Wordpress Theme