Lac Thanh ร้านอร่อยประจำเมืองเว้, เวียดนาม

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, เวียดนาม (Vietnam) | Wednesday 7 July 2010 12:33 am
    “ฉันรักการเดินทางก็ตรงนี้ล่ะ
    ทำให้ฉันได้รู้จักนิสัยส่วนที่ไม่ดีของตัวเอง
    ได้แก้ปัญหาเฉพาะหน้า ได้ผจญภัย
    โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ที่เวียดนาม
    เราต้องใช้ความสามารถมากมาย
    กว่าจะผ่านพ้นเหตุการณ์ต่าง ๆ ไปได้
    และค้นพบว่า รอยยิ้ม :) ใช้แก้ปัญหาได้จริง”

    เขียนบนเตียงชั้นสองแบบ soft 4-berth
    รถไฟขบวน TN7 Hanoi-Hue

    (วันที่่ 9 มิถุนายน 2006)



    จากฮานอยมาถึงเว้ใช้เวลาเท่ากับฤดูฝนหนึ่งคืน
    สายฝนกระหน่ำตลอดรางรถไฟ
    เสียงดังฉึกฉักกับเสียงรถไฟตอนลอดอุโมงค์ทำเอาฉันตื่นเป็นพัก ๆ
    มารู้สึกตัวตื่นอีกทีตอนฟ้าสว่างแล้ว
    มองไปนอกหน้าต่างเห็นทุ่งนาสีเขียวและภูเขาอยู่ไกล ๆ
    รถไฟตู้นอนของเวียดนามนอนสบายแถมมีมาม่าแจกให้เป็นอาหารเช้าอีกด้วย



    ส่วนมื้อเที่ยงที่เมืองเว้ ฉันก็ไม่พลาดกับร้านอร่อยชื่อดัง
    เป็นที่นิยมของนักท่องเที่ยวและอยู่ใน List ของ Lonely Planet
    ร้าน Lac Thanh



    ร้าน Lac Thanh นี้อยู่ใกล้ ๆ กับทางเข้าพระราชวังเก่ากลางเมือง
    มีอีกร้านที่มีชื่อร้านคล้าย ๆ กันชื่อ ร้าน Lac Thien และต่างก็อ้างว่าร้านเจ้าเก่าเจ้าเดิม
    ข้อมูลเมื่อก่อนปี 2006 ฉันจำได้ว่านักเดินทางชาวไทย
    ฟันธงให้ร้าน Lac Thanh เป็นร้าน Original เพราะมีเจ้าของร้านเป็นใบ้
    และมีการแจกที่เปิดขวดให้กับลูกค้า
    แต่ตอนนี้ถ้ามาลองค้น ๆ ข้อมูลดู บางคนกลับมาเขียนเป็นอีกแบบว่า Lac Thanh เป็นร้านปลอม
    แต่ฉันว่าสองร้านนี้ก็คงจะเก่าแก่พอ ๆ กันและเมนูคงไม่ได้แตกต่างกันมาก
    ถ้าร้านไหนโต๊ะว่าง ๆ ก็เดินเข้าไปสั่งเถอะค่ะ

    ส่วนฉันในตอนนั้นได้พบกับ Mr. Lac เจ้าของร้าน ที่เป็นใบ้ด้วย
    กำลังส่งภาษาใบ้เพื่อให้เราสั่งอาหาร ถึงแกจะเป็นใบ้ แต่ว่าแกดูแลลูกค้าดีมาก ๆ ค่ะ



    โชคดีว่าตอนนั้น ฉันเป็นไกด์จำเป็นให้กับกลุ่มเดินทางประมาณสิบคน
    ดังนั้น เราจะได้ชิมอาหารเกือบครบทุกเมนูเลยค่ะ :)



    เมนูร้านนี้มีชื่อเป็นภาษาอังกฤษให้ด้วย จึงสั่งไม่ยากเท่าไหร่
    บางเมนูเราก็จิ้มรูปจากในหนังสือนำเที่ยว ว่าอยากกินอาหารหน้าตาแบบนี้
    Mr.Lac แกก็เข้าใจ และสื่อสารกับพวกเราได้เป็นอย่างดี
    (ด้วยภาษามือ และ ภาษาจิ้มรูป)



    ที่ตอนนี้มาเขียนถึงร้านนี้อย่างละเอียดอีกครั้ง
    เพราะเพิ่งไปดูหนังเรื่อง “เราสองสามคน” มาค่ะ
    หนัง Road Trip ของกลุ่ม ซูสุกิ แคริบเบียนที่เดินทางไปเวียดนาม
    และในหนังมีฉากหนึ่งที่ไปกินอาหารที่ร้าน Lac thanh
    ถ้าจำกันได้ ในหนังจะพูดว่า ร้าน “หลักฐาน”



    ตามผนังร้าน จะมีข้อความคล้ายที่เขียนลง Guestbook เขียนอยู่เต็มทุกด้าน
    ลายมือคนไทยมาแว้วนี่เขียนไว้ตั้งแต่ปี 2000 แน่ะค่ะ

    เรารอไม่นานอาหารหน้าตาดีก็พร้อมเสิร์ฟ
    พวกเรานับสิบชีวิตก็พร้อมลุยเช่นกัน

    ผักสดกรอบกินกับซอสถั่วอร่อยมาก (ห้ามพลาด Crushed Peanut Sauce รสเด็ดอร่อยเหาะ!)



    อันนี้ชื่ออะไรจำไม่ได้แล้ว
    ข้างในเป็นไส้กุ้งกับหมูสับ กรอบ ๆ อร่อย



    ส่วนเมนูอื่น ๆ ก็รสชาติดีทุกจาน
    ถ้าใครมาเว้ก็ลองมาชิมร้านนี้ดูแล้วจะได้ “ถึง” เว้ จริง ๆ





















    กินกันตั้งแต่บ่ายจนบ่ายสองครึ่ง
    ท้องอิ่มเลยได้โอกาสเขียน Guestbook บนผนังร้านกันบ้าง
    ไม่รู้ว่าตอนนี้ไปยังจะมีที่ว่างให้เขียนหรือเปล่า
    ตอนที่ดูในหนังก็แทบจะหาที่ว่างเขียนไม่ได้แล้ว



    ไปเวียดนาม ไปแล้วไม่โดนโกงก็เหมือนไปไม่ถึง
    ทางที่ดีเมื่อโดนโกงไปแล้วก็ต้องยิ้มเอาไว้น่ะค่ะ
    บางครั้งอาจจะต้องปรับเปลี่ยนแพลนกระทันหันก็ต้องยอมรับให้ได้และสนุกกับมัน
    ลองไปเวียดนามสักครั้ง แล้วจะได้คำตอบเอง
    โบว์ไปมาสามครั้งแล้ว ตอนกลับทุกครั้งจะบ่นว่า ไม่มาอีกแล้วเวียดนาม
    แต่ตอนนี้ก็จองตั๋วไปเวียดนามอีกแล้ว ครั้งที่สี่ต้นปีหน้านี้ค่ะ ><

    ขอจบอาหารเมืองเว้ด้วยเครื่องดื่มประจำเมืองนะคะ
    จะเลือกขวดไหน ก็ทำให้การเดินทางสนุกและมีรอยยิ้มได้ทั้งนั้น :)



โพลารอยด์ฮอยอัน (Polaroid Hoian)

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, เวียดนาม (Vietnam) | Sunday 17 January 2010 12:30 am
    ความทรงจำบางอย่างจากการเดินทาง
    ยิ่งนานวันยิ่งลางเลือน
    เหมือนฉันกับฮอยอัน



    เมืองมรดกโลกเล็ก ๆ ริมฝั่งแม่น้ำทูโบน
    ประเทศเวียดนาม



    ฤดูร้อนกลางเดือนมิถุนายนปี 2006
    หลังจากเที่ยวงาน Hue Festival
    ฉันจึงเดินทางเลียบเลาะถนนริมทะเล
    เพื่อจะมาใช้ชีวิตน่ารัก ๆ ที่ “ฮอยอัน”



    ฮอยอันเป็นเมืองที่มีประวัติเก่าแก่ยาวนาน
    บ้านเรือนในสมัยญี่ปุ่นบุกยึดครองยังคงถูกรักษาไว้อย่างดี
    รวมถึงชุมชนชาวจีนสมัยที่มาตั้งรกรากค้าขายที่เมืองท่าแห่งนี้



    ยามกลางวันที่นี่คือแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ริมแม่น้ำ



    ส่วนยามค่ำคืน,
    ทั้งเมืองจะสว่างไสวไปด้วยแสงเล็ก ๆ จากโคมไฟกระดาษ



    ที่ทำให้ทั้งเมืองเหมือนมีหิ่งห้อยนับร้อยนับพัน
    ส่องแสงวิบวับอยู่ทุกหลังคาเรือน



    เมืองเก่าแก่มีตำนานเล่าขาน
    ส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนที่นี่
    ทั้งในแบบแนวทางใหม่และดั้งเดิม

    คาเฟ่หลายร้านริมแม่น้ำทูโบนเกิดขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้
    (ที่อร่อยและน่านั่งก็ร้านนี้ล่ะ Tam Tam Cafe’)



    ในขณะที่ชาวเวียดสวมงอบหาบขนม
    ก็ยังคงมีให้เห็น



    ทุกสิ่งล้วนถูกใส่ตู้ไปรษณีย์ส่งต่อมาจากในอดีต
    ถึงผู้คนในปัจจุบัน

    พวกเราเดินทางผ่านไปเพื่อสร้างความทรงจำ



    หลายปีผ่านไป,
    ฉันจำอะไรเกี่ยวกับฮอยอันไม่ได้มากนัก
    ความทรงจำระหว่างฉันกับฮอยอันเริ่มซีดจาง
    ราวกับบันทึกการเดินทางไว้ด้วยกล้องโพลารอยด์

    แต่ในความซีดจางมันก็มีความหมายในตัว
    ว่าครั้งหนึ่งในอดีตนั้น

    อย่างน้อย,
    เราเคยพบหน้ากันมาแล้ว

    และฉันก็ถ่ายภาพเธอในทันทีที่แรกเห็น
    โพลารอยด์ฮอยอัน :)

CHA CA - Grilled Fish , Hanoi

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, เวียดนาม (Vietnam) | Saturday 25 July 2009 12:34 pm



    ร้านนี้ เป็นร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีรายชื่ออยู่ในหนังสือ
    “1000 places to see before you die” ของ Patricia Schultz
    ทำให้ร้านนี้กลายเป็น must go & must eat เมื่อไปเยือนฮานอย



    ร้านที่ว่า คือ ร้าน CHA CA (จ่า กา)
    หรือที่ป้ายภาษาอังกฤษติดไว้ว่า Grilled Fished Restaurant

    กว่าจะเดินหาร้านนี้เจอเรนโบว์ก็พาลูกทัวร์จำเป็นเดินหลงไปหลงมาหลายรอบ
    ด้วยความที่ดูจากชื่อบอกว่าเป็น Restaurant ที่ไม่ควรพลาดครั้งหนึ่งในชีวิต
    ร้านมันน่าจะใหญ่โตซักนิด อะไรเด่นสะดุดตาซักหน่อย

    เดินผ่านไปผ่านมาบนถนน Cha Ca นานแสนนาน จนกระทั่งหาร้านเจอก็ถึงกับอึ้ง ๆ
    เพราะสภาพของร้านนี้เป็นเหมือนบ้านคนเวียดทั่ว ๆ ไป ในย่าน Old Quarter
    ลักษณะเป็นห้องแถวหนึ่งคูหา มีสองชั้น เหมือนบ้านคนมากกว่าร้านอาหาร
    จุดเด่นเดียวที่แตกต่างคือ จะมีรูปปั้นตาแก่ยืนตกปลาอยู่ที่หน้าร้าน



    ตามตำราที่อ่านมาเค้าว่ากันว่าร้านนี้เปิดมากว่าหนึ่งร้อยปี
    สืบทอดสูตรลับการปรุงอาหารมากว่าห้าเจเนอเรชั่น
    ดูลึกลับและสืบทอดกันมานานขนาดนี้
    มาถึงฮานอยแล้วต้องไปลองชิมให้ได้

    ฉันพาเพื่อน ๆ ลูกทัวร์ที่แสนจะหิวโหยเดินขึ้นไปบนชั้นสองของร้าน
    และก็ได้พบบรรยากาศที่ต่างจากชั้นล่าง

    ชั้นบนมีโต๊ะวางเรียงราย และแต่ละโต๊ะมีกระทะแบนวางอยู่
    ในกระทะมีของทอดสีเหลือง รอบ ๆ กระทะมีจานผักสีเขียววางอยู่มากมาย
    เท่าที่สังเกต ร้านนี้ลูกค้าส่วนใหญ่คือคนเวียดนาม

    และพวกเราคือนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวที่ไปกินในวันนั้น

    เพียงแค่นั่งลง ไม่ต้องสั่งอาหาร หรือดูเมนูใด ๆ
    ผักและปลา ก็จะถูกนำมาวางเรียงรายบนโต๊ะ

    เนื่องจากที่นี่ขายอาหารเพียงเมนู Cha-Ca นี้เท่านั้น
    ราคคิดเป็นหัว หัวละ 90,000 ดอง จะได้ปลาและผักหนึ่งชุด
    เติมไม่ได้เพราะ ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ ถ้าอยากกินเพิ่ม ต้องเพิ่มเงินซื้อเพิ่มอีกชุด
    คิดเป็นเงินไทยถือว่าราคาแพงน่าดูทีเดียว
    หลายร้อยบาท แถมไม่ใช่บุฟเฟ่ต์

    แต่มาถึงแล้วนี่ ยังไงก็ไม่ถอย

    พวกเราก็ดูวิธีกินจากโต๊ะอื่น ๆ แล้วเริ่มเลียนแบบในทันใด


    เริ่มจากเอาปลาที่ถูกหั่นมาเป็นชิ้น ๆ และคลุกกับขมิ้นจนเป็นสีเหลือง
    ลงไปทอดในกระทะที่น้ำมันท่วม


    เนื้อปลาที่ร้านนี้ใช้ คือ Snake fish หรือ ปลาช่อน


    เครื่องเคียงคือผักสดใบเขียวต่าง ๆ จะเอาลงไปผัดกับปลาในกระทะก่อนค่อยกิน
    หรือกินสด ๆ เลยก็ได้ค่ะ





    ตักขนมจีนใส่จาน ตักเนื้อปลากับผักใส่ข้างบน
    ราดน้ำจิ้มที่ร้านเตรียมให้ กินแกล้มกับถั่วลิสงคั่ว


    เป็นอาหารที่ดูคนเวียดนามโต๊ะข้าง ๆ กินแล้วดูอร่อยมาก
    แต่พวกเราเหล่าคนไทย เหมือนกินขนมจีน+ปลาทอดขมิ้น+ผักสด
    ไม่ได้รู้สึกอร่อยแบบที่ควรจะเป็นเลยซักนิด - -”

    เป็นสถานที่ ที่ไปแล้วอยากเดินไปตบหัวคุณ Patricia Schultz
    ว่านี่มันสมควรเป็น “1000 places to see before you die” ตรงไหนกัน?

    แต่ก็เถอะนะ
    สถานที่ที่แตกต่างจะทำให้เราได้เรียนรู้มากขึ้น
    ถ้ามัวแต่อยู่ในที่เดิม ๆ มันจะไปรู้ได้อย่างไร


    ถือว่าได้ชิมอาหารเวียดนามแท้ ๆ
    แถมวิธีการกินก็ทำให้บรรยากาศดูปาร์ตี้ ๆ ดี คล้ายกินหมูกระทะร่วมสาบาน
    ครั้งนึงในชีวิต ถ้าอยากไปถึงฮานอยแท้ ๆ
    ก็อย่าพลาดร้านนี้เลยนะคะ เพราะมันเป็น
    “1,000 สถานที่ต้องได้เห็นก่อนตาย - 1000 places to see before you die”
    ไปลองชิม หรือแค่เห็น CHA CA ด้วยตัวของคุณเอง :)



    Address: บ้านเลขที่ 14 ถนน Cha Ca ย่าน Old Quarter
    ฮานอย, ประเทศเวียดนาม

Hue Festival, เว้ เวียดนาม

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, เวียดนาม (Vietnam) | Wednesday 13 May 2009 10:05 pm
    ฤดูร้อนของปี 2006 (ร้อนจนท้องฟ้าฮานอยเป็นสีชมพู)
    ไม่ได้ตั้งใจไปเวียดนามเลยเพราะตรงกับฤดูร้อนของที่นั่น
    แต่เพราะโชคดีได้ตั๋ว(เกือบ)ฟรีมาจากพี่คนหนึ่ง
    เป็นค่าจ้างให้ช่วยเป็นไกด์พาป้า ๆ ไปเที่ยวเวียดนาม
    จึงตัดสินใจไป โดยไม่คิดอะไรมาก :)



    การเดินทางครั้งนั้นเริ่มต้นจาก เที่ยวฮานอย
    แล้วนั่งรถไฟตู้นอน แบบ Soft-bed 4 เตียงต่อห้อง



    นอนหลับไปบนรถไฟ ตื่นเช้ามาที่เว้



    ค้างเว้หนึ่งคืน แล้วเหมารถตู้ไปฮอยอันผ่านเส้นทางดานัง
    ระหว่างทางแวะเที่ยวทะเล (ทะเลหน้าร้อนสวยใสสีฟ้า) และภูเขาหินอ่อน






    เที่ยวไปฮอยอันหนึ่งคืน แล้วกลับฮานอย
    เที่ยวต่ออีกนิดนึงค่อยกลับไทย

    เล่าแล้วอาจจะดูเป็นทริปถึก ๆ พอสมควร
    เพราะค้างแค่ที่ละหนึ่งคืนเท่านั้น
    แต่ก็ได้ความทรงจำที่ดี และได้ซ้อมเป็นไกด์จำเป็นอีกด้วย



    ที่ประทับใจที่สุดน่าจะเป็นคืนที่ค้างที่เมืองเว้
    คนไทยเรียก เว้ แต่คนเวียดนามแท้ ๆ จะออกเสียงเป็น เหว๋
    ส่วนภาษาอังกฤษสะกดว่า Hue

    ครั้งแรกเลย ไม่เคยรู้จักเมืองมาก่อน
    ตอนเห็นป้ายแปะที่สถานีรถไฟว่า Hue Festival


    ก็ไม่ได้คิดว่าเป็นเทศกาลสำคัญอะไร
    ซ้ำร้ายยังอ่าน Hue เป็น หิว อีกต่างหาก ^^”




    แต่พอตอนบ่ายหลังจากกินอาหารอร่อยที่ร้านชื่อดัง Lac Thanh แล้ว
    (ซอสถั่วกินกับผักอร่อยเทพ ๆ)






    ก็มีโอกาสได้รู้ว่า Hue Festival เป็นเทศกาลสำคัญของเมืองนี้
    มีขบวนพาเหรดและการแสดงอลังการงานสร้าง



    วันที่พวกเราไปค้างคืนกัน เป็นวันซ้อมใหญ่



    ทุกอย่างจึงดูเหมือนจริงไปซะหมด



    รู้สึกโชคดีมาก ที่มาแบบไม่ตั้งใจแต่ดันตรงกับเทศกาล






    จะว่าไป เว้ คล้ายเชียงใหม่ บ้านเรา
    อากาศดี แต่เป็นเมืองใหญ่
    และเป็นเมืองหลวงเก่าแก่
    ล้อมรอบด้วยเทือกเขาสีน้ำเงินสูง
    ผู้หญิงหน้าตาดี ผิวขาว หุ่นดีทุกคน
    ในขณะที่ผู้ชายหน้าตาห่วยแตก









    ยามค่ำคืนที่เว้จะมีสะพานสายรุ้ง
    สะพานสีสวยที่ทอดยาวข้ามแม่น้ำหอม
    (สวยจนนำมาเขียนเรื่องสั้นได้หนึ่งเรื่อง)

    แถวสะพานนี้มีร้านอาหารแนะนำที่อร่อยมาก
    เหมาะสำหรับการดินเนอร์ชมสะพานสายรุ้งคือ ร้าน Song Huang



    อยู่ตรงตีนสะพานฝั่งตรงข้ามพระราชวัง

    คืนวันนั้นหลังจากชมการซ้อมใหญ่ของ
    งานแสดง Hue Festival แถวพระราชวังเก่าเสร็จ








    ฉันก็ได้เดินทอดน่อง ข้ามสะพานสายรุ้งกลับมายัง Guest House

    ถ้ามีโอกาสคงได้ไปเว้ ตอนตรงกับ Festival อีกสักครั้ง

    Hue Festival จัดทุก ๆ 2 ปี
    June, 2006
    June, 2008
    Next June, 2010

    Note: อาหารสุดโปรดเมื่อมาถึงเว้ คือ เนื๊อกเมี๊ยะ
    แปลว่าน้ำอ้อย ค่ะ น้ำอ้อยเมืองเว้ อร่อยและถูกมาก



    เพราะตอนคั้นน้ำเค้าจะใส่มะนาวลงไปด้วย
    รสชาติออกมากลมกล่อมชื่นใจ อยู่เว้กับฮอยอันกินวันละห้าถุง!

    Other site: http://www.huefestival.com

เวทย์มนต์แห่งขุนเขา, Sapa

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, เวียดนาม (Vietnam) | Saturday 28 March 2009 4:44 pm
    “ถ้าเปรียบซาปาเป็นหญิงสาวในโลกนิทาน
    ข้าพเจ้าคิดว่าเธอคือ แม่มด ผู้ครอบครองขุนเขา
    อาศัยอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในบริเวณอินโดจีน - ยอดเขาฟานซีปัน
    ทั้งยังชอบร่ายเวทมนต์ออกมาเป็นหมอกหนาปุยสีขาวราวเมฆ
    จนขาวโพลนไปทั้งหุบเขา



    ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้สัมผัสเมืองแห่งขุนเขาแห่งนี้
    เป็นต้องหลงใหลในความงามราวกับโดนมนต์สะกดของแม่มด”

    ข้อความบางส่วนจาก เรื่อง ภูเขานิทาน ที่ฉันเคยเขียนรวบรวมไว้เมื่อปีก่อน

    ที่ซาปา ประเทศเวียดนามช่วงปลายเดือนมกราคม ปี 2008
    เดือนที่มี foggy day มากที่สุดในรอบปีของซาปา

    อ้างอิงและดูข้อมูลซาปาได้ที่ http://www.hellosapa.com



    เพราะการเดินทางคือการค้นพบ
    ฉันกับม๊อนิ่ง ไม่ได้ศึกษาข้อมูลล่วงหน้ามาก่อน
    จองตั๋วเครื่องบินช่วงไหนได้ถูกที่สุดก็มากันช่วงนั้นล่ะ



    สุดท้ายจึงเพิ่งค้นพบเมื่อมาถึงซาปา ว่า
    เมืองบนภูเขาเมืองนี้ ช่วงนี้เป็นฤดูหนาว
    ที่จะมีหมอกจากหุบเขาพัดมาปกคลุมจนมืดมิด
    มองอะไรแทบไม่เห็น

    ระหว่างที่ฉันอยู่ที่นั่นสามวันสองคืน
    ฝนตกและมีหมอกลงจัดในสองวันแรก
    พวกเราสองคนเดิน Trekking กลางลมหนาว
    ทุ่งนาขั้นบันไดที่ใคร ๆ บอกว่าสวยนักสวยหนา ก็ไม่เห็น
    (ก็มันฤดูหนาวนี่นา !)



    โชคดีในความโชคร้าย
    ที่เราได้อยู่ในเมืองมหัศจรรย์ที่มีอากาศแปรปรวนมากที่สุดในชีวิต
    แต่ทว่า ช่างสวยงาม :)



    ยามเช้าหมอกลง สาย ๆ ฝนตก มีสายรุ้งพาดผ่าน
    ลมภูเขาพัดหมอกมาคลุมเมืองแล้วก็พัดผ่านไปทุก ๆ ห้านาที
    อากาศหนาวเฉียด ๆ จุดเยือกแข็ง

    บางคนอาจจะรู้สึกลำบากมากที่จะเที่ยวในเมืองที่มีสภาพอากาศเช่นนี้
    แต่สำหรับฉันกับม๊อนิ่ง เราสองคนกลับรู้สึกสนุกสนานมาก

    เราเริ่มทำความคุ้ยเคยกับเมือง โดยเริ่มจากการเช่ารองเท้าบู้ท
    ซื้อเสื้อกันฝน ผ้าปิดปาก และถุงมือ



    เราสวมเสื้อโค้ทตัวใหญ่สีแดงที่ซื้อมาจากฮานอย
    สะพายกระเป๋ากล้องไว้ก่อนทับด้วยเสื้อกันฝนสีส้ม
    ใส่ผ้าปิดปาก เพื่อกันลมหนาวปะทะใบหน้า
    สวมถุงมือแบบที่สางเวียดนามใช้ขี่มอเตอร์ไซค์
    เพราะสามารถเอานิ้วออกมากดชัตเตอร์ได้

    สภาพของเราสองคนที่เมืองซาปา
    จึงคล้ายกับพวกฉีดยาฆ่าแมลง ไม่ก็มนุษย์ต่างดาว



    มนุษย์ต่างดาวในชุดยูนิฟิร์มเดินท่องเที่ยวในเมืองกันอย่างสนุกสนาน
    จบสุดท้ายในเย็นวันแรกด้วยการไปยืนชม
    ความมหัศจรรย์ของทะเลหมอกที่หน้าผาท้ายหมู่บ้าน

    ม๊อนิ่งเป็นคนถ่ายคลิปนี้ไว้
    เมื่อไหร่ที่นำกลับมาดูก็อดยิ้มไม่ได้
    ภาพตรงหน้าเหมือนภูเขาเวทย์มนต์
    ลมภูเขาพัดไอหมอกสีขาวกระจายริ้วเป็นรูปร่างต่าง ๆ
    หากลมแรงก็จะพัดมาถึงหมู่บ้านที่เรายืนอยู่
    แล้วก็จางหายไปในอากาศเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น




    ฉันกับม๊อนิ่งส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดลั๊ลลากับภาพตรงหน้า
    และถกเถียงกัน ความแตกต่างกันของเมฆและหมอก

    ถ้าใครไม่อยากฟังเสียง แนะนำให้กดปิดเสียง ก่อนดูคลิปนี้ค่ะ :)




    คำศัพท์จากคลิป(ที่ควรรู้)
    1. แดบ หลำ = สวยมาก ๆๆ
    2. ตาม เบียด = ลาก่อน


Next Page »
Centurion Wordpress Theme