เวทย์มนต์แห่งขุนเขา, Sapa

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, เวียดนาม (Vietnam) | Saturday 28 March 2009 4:44 pm
    “ถ้าเปรียบซาปาเป็นหญิงสาวในโลกนิทาน
    ข้าพเจ้าคิดว่าเธอคือ แม่มด ผู้ครอบครองขุนเขา
    อาศัยอยู่บนยอดเขาที่สูงที่สุดในบริเวณอินโดจีน - ยอดเขาฟานซีปัน
    ทั้งยังชอบร่ายเวทมนต์ออกมาเป็นหมอกหนาปุยสีขาวราวเมฆ
    จนขาวโพลนไปทั้งหุบเขา



    ไม่ว่าใครก็ตามที่ได้สัมผัสเมืองแห่งขุนเขาแห่งนี้
    เป็นต้องหลงใหลในความงามราวกับโดนมนต์สะกดของแม่มด”

    ข้อความบางส่วนจาก เรื่อง ภูเขานิทาน ที่ฉันเคยเขียนรวบรวมไว้เมื่อปีก่อน

    ที่ซาปา ประเทศเวียดนามช่วงปลายเดือนมกราคม ปี 2008
    เดือนที่มี foggy day มากที่สุดในรอบปีของซาปา

    อ้างอิงและดูข้อมูลซาปาได้ที่ http://www.hellosapa.com



    เพราะการเดินทางคือการค้นพบ
    ฉันกับม๊อนิ่ง ไม่ได้ศึกษาข้อมูลล่วงหน้ามาก่อน
    จองตั๋วเครื่องบินช่วงไหนได้ถูกที่สุดก็มากันช่วงนั้นล่ะ



    สุดท้ายจึงเพิ่งค้นพบเมื่อมาถึงซาปา ว่า
    เมืองบนภูเขาเมืองนี้ ช่วงนี้เป็นฤดูหนาว
    ที่จะมีหมอกจากหุบเขาพัดมาปกคลุมจนมืดมิด
    มองอะไรแทบไม่เห็น

    ระหว่างที่ฉันอยู่ที่นั่นสามวันสองคืน
    ฝนตกและมีหมอกลงจัดในสองวันแรก
    พวกเราสองคนเดิน Trekking กลางลมหนาว
    ทุ่งนาขั้นบันไดที่ใคร ๆ บอกว่าสวยนักสวยหนา ก็ไม่เห็น
    (ก็มันฤดูหนาวนี่นา !)



    โชคดีในความโชคร้าย
    ที่เราได้อยู่ในเมืองมหัศจรรย์ที่มีอากาศแปรปรวนมากที่สุดในชีวิต
    แต่ทว่า ช่างสวยงาม :)



    ยามเช้าหมอกลง สาย ๆ ฝนตก มีสายรุ้งพาดผ่าน
    ลมภูเขาพัดหมอกมาคลุมเมืองแล้วก็พัดผ่านไปทุก ๆ ห้านาที
    อากาศหนาวเฉียด ๆ จุดเยือกแข็ง

    บางคนอาจจะรู้สึกลำบากมากที่จะเที่ยวในเมืองที่มีสภาพอากาศเช่นนี้
    แต่สำหรับฉันกับม๊อนิ่ง เราสองคนกลับรู้สึกสนุกสนานมาก

    เราเริ่มทำความคุ้ยเคยกับเมือง โดยเริ่มจากการเช่ารองเท้าบู้ท
    ซื้อเสื้อกันฝน ผ้าปิดปาก และถุงมือ



    เราสวมเสื้อโค้ทตัวใหญ่สีแดงที่ซื้อมาจากฮานอย
    สะพายกระเป๋ากล้องไว้ก่อนทับด้วยเสื้อกันฝนสีส้ม
    ใส่ผ้าปิดปาก เพื่อกันลมหนาวปะทะใบหน้า
    สวมถุงมือแบบที่สางเวียดนามใช้ขี่มอเตอร์ไซค์
    เพราะสามารถเอานิ้วออกมากดชัตเตอร์ได้

    สภาพของเราสองคนที่เมืองซาปา
    จึงคล้ายกับพวกฉีดยาฆ่าแมลง ไม่ก็มนุษย์ต่างดาว



    มนุษย์ต่างดาวในชุดยูนิฟิร์มเดินท่องเที่ยวในเมืองกันอย่างสนุกสนาน
    จบสุดท้ายในเย็นวันแรกด้วยการไปยืนชม
    ความมหัศจรรย์ของทะเลหมอกที่หน้าผาท้ายหมู่บ้าน

    ม๊อนิ่งเป็นคนถ่ายคลิปนี้ไว้
    เมื่อไหร่ที่นำกลับมาดูก็อดยิ้มไม่ได้
    ภาพตรงหน้าเหมือนภูเขาเวทย์มนต์
    ลมภูเขาพัดไอหมอกสีขาวกระจายริ้วเป็นรูปร่างต่าง ๆ
    หากลมแรงก็จะพัดมาถึงหมู่บ้านที่เรายืนอยู่
    แล้วก็จางหายไปในอากาศเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น




    ฉันกับม๊อนิ่งส่งเสียงกรี๊ดกร๊าดลั๊ลลากับภาพตรงหน้า
    และถกเถียงกัน ความแตกต่างกันของเมฆและหมอก

    ถ้าใครไม่อยากฟังเสียง แนะนำให้กดปิดเสียง ก่อนดูคลิปนี้ค่ะ :)




    คำศัพท์จากคลิป(ที่ควรรู้)
    1. แดบ หลำ = สวยมาก ๆๆ
    2. ตาม เบียด = ลาก่อน


Sugar Moon

Posted by Rainbow | December Solstice | Friday 20 March 2009 2:46 pm

1.
บนถนนที่รถแล่นไปตามเส้นทางสายใหญ่
ข้างทางเป็นภาพพร่ามัวของกอหญ้าที่มีดอกปุยสีขาว
มองถัดขึ้นไปคือเงาดำมืดของป่าละเมาะ
แวบแรกดูน่ากลัว เพราะแสงส่องมาจากทางด้านหลัง
เงาของต้นไม้จึงเป็นสีดำสนิท



เหนือยอดไม้เป็นพื้นที่ท้องฟ้าสีส้มมัวปนเทา
เงาสายไฟสามเส้นเรียงตัวขนานกันไป
ราวกับเส้นบรรทัดบนกระดาษท้องฟ้า

พระอาทิตย์ดวงกลมสีส้มสุก เคลื่อนตัวลงต่ำเรื่อยๆ

บางครั้ง ฉันรู้สึกเสมือนหนึ่งว่าตัวเองคือดาวหาง
โคจรไปเรื่อยตามเวิ้งจักรวาล โดยมิอาจจะหยุดเดินทางได้
เพราะมีความสุขอยู่ด้วยการเดินทาง
ทางเดียวที่ดาวหางจะหยุดการโคจร
คือการพุ่งชนกับดาวอีกดวง
ผลของการปะทะอาจจะรุนแรง
จนทำให้ดาวหางแตกกระจาย
ออกเป็นส่วนเล็กส่วนน้อย
บางส่วนอาจจะปลิดปลิวดังผงธุลี

พระอาทิตย์ลับยอดไม้ ฟ้าเป็นสีดำ
สายลมของประเทศกัมพูชาพัดมาสัมผัสกาย
ฉันสูดลมหายใจเข้ายาวนานแล้วค่อย ๆ ผ่อนลมหายใจออก
แสงเงินแสงทองเรืองรองที่ขอบฟ้า

แสงเงิน ในตำนานหมายความถึง พระจันทร์
แสงทองหมายถึงแสงเรืองรองของพระอาทิตย์

วันนี้เป็นวันที่มีแสงเงินแสงทองเรืองรองจับแผ่นฟ้า

2.
ยามเช้าที่ริมสระน้ำภายในนครวัด
มีผู้คนจากทั่วทุกสารทิศ
มารอชมพระอาทิตย์ขึ้นกันอย่างแน่นขนัดเหมือนเดิม
ดีที่ฉันมาแต่เช้ามืด ทำให้ได้มาจองที่ก่อนคนอื่น ๆ
ถ้ามาสายกว่านี้ไม่มีทางเลยที่จะได้อยู่ในมุม
ที่มองพระอาทิตย์ขึ้นเป็นเงาสะท้อนสวยสีส้ม
ตัดกับยอดปราสาทหินในสระน้ำ

นครวัดเป็นโบราณสถาน
ที่เต็มไปด้วยหลักฐานทางดาราศาสตร์
ซึ่งเชื่อมโยงกันอย่างน่าประหลาดใจ

เคยอ่านในหนังสือ ANGKOR WAT Time, Space, and Kingship
มีเขียนไว้ว่าพระอาทิตย์จะขึ้นตรงกับยอดปรางค์องค์กลาง
ในวัน วสันตวิษุวัต (Vernal equinox)
ซึ่งเป็นวันที่ดวงอาทิตย์อยู่ในตำแหน่งตั้งฉากกับเส้นศูนย์สูตรของโลกพอดี
เป็นเหตุให้ช่วงกลางวันและช่วงกลางคืนนั้น มีเวลาเท่ากัน

น่าแปลกที่คนโบราณรู้จัก
และคำนวณเรื่องราวของดวงดาวได้อย่างแม่นยำ
ทั้งที่เมื่อก่อนยังไม่เคยมียานอวกาศออกไปนอกโลกด้วยซ้ำ

ยังมีเรื่องราวอื่น ๆ อีกมากมาย
เกี่ยวกับเทหวัตถุบนท้องฟ้า และนครวัด ที่ฉันยังไม่ได้อ่าน
กะว่ากลับไปเมืองไทยคราวนี้จะค้นคว้าเพิ่มเติม
และอยากจะมาที่นครวัดอีกสักครั้ง ในวันที่มีเหตุการณ์ทางดาราศาสตร์



วันนี้ไม่ใช่วันวสันตวิษุวัต พระอาทิตย์ขึ้นทางยอดปรางค์ด้านขวาสุด
แปลก พระอาทิตย์ดวงเดิม ดวงเดียวกันกับที่เคยเห็นอยู่ทุกวัน
แต่พระอาทิตย์ที่นี่ให้ความรู้สึก “มหัศจรรย์” ได้ดีเหลือเกิน

3.
ฝุ่นธุลีจากดวงจันทร์แห้งราวกับกระดูก
สสารในขวดที่อยู่ตรงหน้านั้น ก็ดูจะตรงกับคำจำกัดความทุกอย่าง
เธอเคยกินแต่ขนมไหว้พระจันทร์ แต่ไม่เคยคิดมาก่อนว่าจะได้ลิ้มรส ดวงจันทร์
เธอไม่อยากรู้หรือ ว่ารสชาติของดวงจันทร์เป็นเช่นไร
จะเปรี้ยวมะนาว หวานน้ำผึ้ง หรือเค็มปะแล่มด้วยเคยเป็นทะเลมาก่อน
เธอไม่อยากรู้จริง ๆ หรือ?
เธอชั่งใจและเก็บขวดผงดวงจันทร์นี้ไว้ในกระเป๋าเป้สะพายหลัง

มนุษยชาติหลายคนในประวัติศาสตร์โลก
ล้วนใฝ่ฝันที่จะได้ลิ้มรสดวงจันทร์
ทั้งในจินตนาการ วรรณคดีและวิทยาศาสตร์

ตอนนี้เธอมีโอกาสเหนือคนเหล่านั้นทั้งโลกแล้ว
แสงในขวดเรืองรองเย้ายวน
เธออยากชิมดวงจันทร์!



4.
ณ ฝั่งทะเลสีหนุวิล (จังหวัดกำปงโสม ประเทศกัมพูชา)
หญิงสาวยืนถือขวดใสขนาดเล็กที่มีผงสีเหลืองทองเรืองรองอัดแน่น
เปลือยเท้าเปล่า ยืนนิ่งอยู่บนหาดทราย
คลื่นยังคงซัดสาดดังเป็นท่วงทำนองเพลงไม่รู้จบ

สายลมทะเลอุ่น ๆ พัดเบา ๆ
ผมสีดำยาวสลวยของเธอปลิวสยายตามแรงลม
คล้ายสาหร่ายที่ลอยอยู่ในเวิ้งมหาสมุทรที่ไม่มีมรสุม

ท้องฟ้าสีเทา ทะเลสีดำ
แสงในขวดสว่างเหลืองเรืองรองในความมืด

หญิงสาว ก้าวลงไปในทะเลจนน้ำเปียกถึงเข่า
เธอเปิดขวดออก ค่อย ๆ เทฝุ่นธุลีจันทราลงไปในทะเล
แรงลมสมุทรพัดปลิวละลายฝุ่นจากดวงจันทร์
จางจนเป็นเนื้อเดียวอากาศก่อนจะลอยจมดิ่งลงในทะเลสีดำนั้น

ด้วยเวทมนต์แห่งจันทรา
ดวงจันทร์เต็มดวงสีเหลืองหวานค่อย ๆ แย้มยิ้ม
ออกมาจากปราสาทเมฆสีดำทะมึน
ท้องฟ้าพลันกระจ่าง
ผืนน้ำตรงหน้าหญิงสาวส่องประกายวิบวับสีทอง
ราวกับมีแสงจากหิ่งห้อยทะเลนับแสนนับล้านตัว

หญิงสาวรู้สึกได้ถึงพลังงานบางอย่าง
ที่มาจากดวงดาวสีเหลืองนวลดวงนั้น

ราวกับนักบินอวกาศ
แล้วเธอก็ได้เหยียบดวงดาวพระจันทร์
แหงนหน้าจนคางตั้งตรงกับลำคอ
มองไม่เห็นท้องฟ้า แต่ครั้งนี้, เธอมองเห็นจักรวาล!

5.
“From the real moon” ชายแก่คนหนึ่งบอกหญิงสาว
หญิงสาวไม่แน่ใจ
แต่ยอมจ่ายเงินหลายแสนเรียลให้กับชายแก่ชาวเสียมเรียบ
อย่างน้อย ที่ข้างขวดก็เขียนไว้ว่า “DIY: Moon”

มิวเซียมสีชมพู, พนมเปญ

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, กัมพูชา (Combodia) | Wednesday 18 March 2009 9:45 pm
    พิพิธภัณฑ์ที่มีสีสวยที่สุดเท่าที่เคยไปมา คือ ที่พนมเปญค่ะ
    อาคารสีแดงส้มอมชมพูทั้งหลัง



    ใครที่ไปเที่ยวพนมเปญ
    ควรจะปิดท้ายการชมสถานที่ท่องเที่ยวด้วยมิวเซียมแห่งนี้ค่ะ

    เนื่องจากสถานที่ท่องเที่ยวในพนมเปญ
    โดยส่วนใหญ่ จะเป็นสถานที่หดหู่ ที่ล้วนแสดงถึงความโหดร้ายของสงคราม

    ทุ่งสังหาร คุกตุลแสลง ล้วนทำให้จิตใจห่อเหี่ยว

    เมื่อเที่ยวสถานที่เหล่านี้มาก ๆ อาจจะฝันร้ายได้

    ดังนั้นก่อนจะสิ้นสุดวัน ควจะจบด้วยสถานที่ดี ๆ สักแห่งในกรุงพนมเปญ
    และมิวเซียมแห่งนี้ ก็คือคำตอบ

    พิพิธภัณฑ์แห่งชาติของกัมพูชา (National Museum)



    สำหรับคนที่จะไปเสียมเรียบในวันรุ่งขึ้น
    การไปเดินชมที่นี่เหมือนเป็นการเตรียมตัวที่ดีด้วย


    สมบัติล้ำค่าหลาย ๆ ชิ้น ถูกนำมาเก็บไว้ที่นี่เกือบทั้งหมด
    อย่าคาดหวังที่จะได้เห็นของเหล่านี้ที่เสียมเรียบ
    เพราะที่นั่นล้วนมีแต่ตัวปราสาทหิน

    ศิลปะที่เคยอยู่ที่นั่น ล้วนกระจัดกระจายไปเก็บตามมิวเซียมต่าง ๆ



    ทั้งรูปแกะสลักพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 พระวิษณุ รูปปั้นนางอัปสร
    พระพุทธรูป เทวรูป ทับหลัง ศิวลึงก์ ภาพแกะสลัก หินสำริด
    หรือโบราณวัตถุล้ำค่าอื่น ๆ ที่บ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของอาณาจักรในสมัยโบราณ

    ด้านใน ห้ามถ่ายรูป
    ถ่ายได้เฉพาะด้านนอกเท่านั้น



    เมื่อชื่นชมด้านใน ซึ่งมีสมบัติล้ำค่าแล้ว
    มานั่งพักเหนื่อยด้านนอก ริมสระน้ำ

    นั่ถ่ายรูปตัวอาคารด้านนอกที่สวยเด่นด้วยสีชมพู
    นึกถึงประวัติศาสตร์อันยาวนานของเขมรแล้ว


    นึกเสียดาย

    หากไม่มีสงคราม ไม่มีเขมรแดง
    สิ่งต่าง ๆ คงเหลือให้ลูกหลานชม

    มากมาย
    มากมายกว่านี้เหลือเกิน

    Address: ใกล้กับพระราชวังเขมรินทร์, พนมเปญ ประเทศกัมพูชา
    ค่าเข้า 3$

See Angkor Wat and picnic!, โตนเลสาบเรสตัวรอง, เสียมเรียบ

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, กัมพูชา (Combodia) | Tuesday 17 March 2009 11:02 am





    “See Angkor Wat and picnic!”

    (quote by bowrainbow)


    เมื่อครั้งที่ไประหกระเหินชมปราสาทหินที่เมืองเสียมเรียบ ประเทศกัมพูชา
    ฉันกับอุ้ม ฝากท้องไว้ที่ ร้านอาหารท้องถิ่นร้านหนึ่ง
    ใกล้กับ เกสท์เฮ้าส์ Hello Paradise
    เพราะจากข้อมูลที่ค้นมา
    ทราบมาว่า พ่อครัวแม่ครัวที่นี่เป็นคนไทย :)



    ร้านอาหาร ชื่อ โตนเลสาบเรสตัวรอง (Tonle Sap Restaurant)
    (สาขาในเมืองเสียมเรียบนะ ไม่ใช่ที่ทะเลสาบ)



    เล่าให้ฟังเป็นความรู้กันสักนิดว่า โตนเลสาบ คืออะไร
    โตนเลสาบ เป็นชื่อของ ทะเลสาบน้ำจืดขนาดใหญ่มาก ๆ
    ตั้งอยู่ในอาณาบริเวณของเมืองเสียมเรียบ



    เป็นทะเลสาบสีโอวัลติน คล้ายน้ำคลอง แดงขุ่นสีส้ม
    กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา สุดขอบทะเลสาบคือขอบฟ้าจรดน้ำจืด
    จนไม่อยากเชื่อว่าที่นี่ไม่ใช่ทะเล แต่คือ ทะเลสาบ!




    และในความทรงจำ ร้านอาหาร ที่ชื่อ โตนเลสาบ แห่งนี้
    มีอาหารอร่อยเพียงอย่างเดียวคือ ข้าวหมูทอด เท่านั้น

    เช้าวันนั้นในเสียมเรียบ
    ฉันกับอุ้ม ตั้งใจไป โตนเลสาบเรสตัวรอง
    เพื่อหาอาหารเช้าใส่ลงท้องก่อนจะออกไปผจญภัยในโลกแห่งปราสาทหิน

    บรรยากาศคล้ายโรงอาหารขนาดใหญ่ที่เต็มด้วยโต๊ะกลม
    ส่วนใหญ่ คนที่เป็นลูกค้าที่นี่ คือ ชาวเขมรท้องถิ่น
    มากันเป็นครอบครัว เหมือนคนไทยที่นิยมพากันไปกินอาหารเย็นนอกบ้าน
    แต่ที่นี่ เค้านิยมพากันออกมาทานอาหารเช้านอกบ้านร่วมกัน

    จึงทำให้ราคาอาหารที่ร้านนี้ ไม่แพงจนเกินไป
    เมื่อเทียบกับร้านอาหารอื่น ๆ ที่คอยฟันนักท่องเที่ยว ด้วยราคามหาโหด

    มื้อนั้นฉันได้ลองกินข้าวหมูทอด และ อุ้มกินข้าวหน้าไก่



    ขอบรรยายถึงคุณลักษณะของ ข้าวหน้าไก่ สักนิด
    ข้าวหมกสีเหลือง โปะด้วยไก่ต้มเนื้อเหนียว
    และน้ำซุปรสชาติแบบน้ำต้มมาม่า

    เป็นข้าวหน้าไก่ที่รสชาติห่วยแตกที่สุดเท่าที่เคยกินมา!



    ทำให้เราสองคนตัดสินใจสั่งข้าวหมูทอดอีกสองกล่อง
    เพื่อเก็บไว้กินเป็นอาหารกลางวัน

    แนะนำให้หาข้าวกล่องไปกินเวลากลางวัน
    เพราะร้านอาหารแถวปราสาทหิน
    จะราคาแพงมหาโหด ไม่สะอาด และไม่อร่อย



    จึงขอถือปิ่นโตข้าวกล่องไปเที่ยวด้วยดีกว่า



    การห่อข้าวหมูทอดไปกินนั้น ก็ไม่ลำบากอะไร
    เพราะเวลาเราไปเที่ยวชมปราสาท
    เราก็ฝากข้าวกล่องไว้ที่ ละเมาะโมโต
    (สามล้อเขมร ที่เราเหมาทั้งวัน คนขับก็น่ารักด้วย :)



    การท่องเที่ยวปราสาทหินเริ่มจาก นครธม
    ที่มีเนื้อที่กว้างใหญ่อลังการ



    ต่อด้วยปราสาทบายน
    ปราสาทเก่าแก่ที่ไม่ว่าจะเดินไปทางทิศใด
    ก็จะมีใบหน้าจ้องมาที่ตัวเรา



    ผจญภัยไปกับละเมาะโมโต
    จนไปถึงปราสาทตาพรม
    ปราสาทที่ปกคลุมด้วยรากไม้ยักษ์
    และสนุกกับการตามหารูปไดโนเสาร์



    ครึ่งวันเช้าหมดลงอย่างรวดเร็ว
    เหนื่อยแสนเหนื่อยและหิวแสนหิว
    น้องคนขับละเมาะโมโต เริ่มซิ่ง
    พาเข้าทางเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยป่ารกทึบ



    เป็นทางลัดที่ตัดผ่านมาถึงทางเข้าด้านหลังนครวัด
    ละเมาะโมโตส่งเราสองคนลงที่ทางเข้า
    และโบกไม้โบกมือชี้ว่าให้เดินเข้าทางนี้แหละ
    ต้นไม้ร่มครึ้มเป็นทางทอดยาวไปสู่ปราสาทหินขนาดใหญ่

    เราหิ้วข้าวหมูทอดสองกล่องลงมาด้วย
    อุ้มชวนนั่งปิคนิคใต้ร่มเงาไม้ตรงทางเดินหลังนครวัด
    แต่ฉันกลัวเจ้าหน้าที่ว่ามานั่งปิคนิคอะไรกันตรงนี้
    ข้างหน้าหล่อนนี่มันสิ่งมหัศจรรย์ของโลกนะ

    สุดท้ายเราเลยมานั่งกินข้าวกลางวันกัน
    ที่ริมสระน้ำด้านหน้านครวัด
    ตรงที่มาดูพระอาทิตย์ขึ้นในตอนเช้ามืด

    จำได้ว่ามื้อนั้นได้กินโค้กกันสองคนหนึ่งกระป๋อง
    และข้าวหมูทอดอร่อยมากเป็นพิเศษ



    แถมมีวิวด้านหน้าเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลกอีกด้วย
    See Angkor Wat and picnic! :)

Saffron caffe’, หลวงพระบาง

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, ลาว (Laos) | Sunday 15 March 2009 3:13 pm
    บรรยากาศฤดูร้อนที่แสนน่าเบื่อหน่ายแบบนี้
    ทำให้ฉันคิดถึงร้านกาแฟน่ารักริมแม่น้ำที่มีลมพัดโชยเย็นฉ่ำ

    และมีไอติมขาย!



    ร่มครึ้มไม้ใหญ่ที่มีมอสเกาะเขียวอยู่ทั้งต้น
    ต้นไม้ใหญ่ที่ผู้ชายคนหนึ่งเรียกต้นนี้ว่า “ต้นขน”



    ฉันกำลังพูดถึงร้าน แซฟฟรอน คาเฟ่ - Saffron espresso caffe’
    ร้านกาแฟเปิดใหม่ริมน้ำโขง ที่มี สโลแกนว่า
    Original Luang Prabang Coffee



    กาแฟที่นี่ ปลูกโดยชาวเขาท้องถิ่น
    ถือว่าเป็นกาแฟลาวที่นำมาทำแบรนด์ได้ดีทีเดียว






    มีโอกาสได้ไปนั่งชิลชิลที่นี่ และได้ชิมกาแฟอราบิก้า
    อร่อยสมกับคำโฆษณา



    แถมอาหารเช้ายังทำอร่อยถูกใจ


    บรรยากาศของร้านก็ได้คะแนนไปเต็ม เพราะอยู่ติดริมน้ำโขง
    ตัวร้านเองอยู่ทางฝั่งตรงข้ามถนนที่ติดแม่น้ำ



    แต่พื้นที่ใต้ต้นไม่ใหญ่ ก็เป็นอาณาบริเวณของร้านด้วย



    จิบกาแฟชมแม่น้ำโขงแบบ Open Air
    ก็ต้องที่นี่เลยค่ะ :)



    Address: ริมแม่น้ำโขง แถว ๆ ซอยเข้าโชคดีเกสท์เฮ้าส์
    เดิน ๆ หาไม่ยาก เพราะป้ายสีส้ม เด่นสะดุดตา

    Web site: http://www.saffroncoffee.com (ใช้ joomla ทำด้วยนะ เออ)

Next Page »
Centurion Wordpress Theme