Marina Barrage, Singapore

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, สิงคโปร์ (Singapore) | Monday 27 July 2009 8:14 pm

Marina Barrage เป็นเขื่อนกันน้ำที่ตั้งอยู่ที่ Marina Bay
รู้จักที่นี่เพราะรายการท่องเที่ยวรายการหนึ่ง
(ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็นรายการ “สมุดโคจร” นะคะ)
และข่าวการถ่าย MV ของ รุจ เดอะสตาร์
ที่มีฉากการถ่ายทำเพลง “ปล่อยตัวปล่อยใจ” เป็นสิงคโปร์

ฉันก็เลยตั้งใจที่จะไปเที่ยวที่นี่ค่ะ

โดยเอกลักษณ์โดดเด่นของที่นี่ก็คือ Green Roof
สนามหญ้าบนดาดฟ้าตึก
ที่สามารถมองเห็นวิวทะเลและ Singapore Flyer ได้อย่างชัด

ส่วนใหญ่คนสิงคโปร์จะนิยมมาที่นี่เพื่อพักผ่อนในวันหยุด
มาเล่นว่าว มาปิคนิค บ้างก็มาถ่าย Pre-wedding ถ่ายรูปรับปริญญา

ภาพของสนามหญ้าสีเขียวกว้าง
ตัดกับฉากวิวเมือง เป็นฉากที่สวยงามมาก
ถ้าใครมีโอกาสก็อยากให้ลองไปเที่ยวกันดูนะคะ

ฉันเองเมื่อไปถึงสิงคโปร์ในวันแรก
ก็โทรนัดเพื่อนที่ทำงานอยู่ที่สิงคโปร์ ชื่อว่า ญ หญิง
ให้มาหาที่ MRT China Town


ญ หญิงอยู่สิงคโปร์มานานกว่าครึ่งปี
แต่ยังไม่เคยไปเที่ยวที่ Marina Barrage
ฉันก็เลยอาสาพาไป

วิธีไปที่นี่ก็ง่ายแสนง่ายค่ะ
เพียงนั่ง MRT สายสีแดงไปจนสุดสาย
ลงที่ Marina Bay แล้วต่อ รถ Shuttle Bus
ซึ่งจะมีรับส่งระหว่าง MRT ไป Marina Barrage ทั้งวัน

พอเราไปถึงที่นั่น
สิ่งแรกที่เราทำกันก่อนการถ่ายรูปกับป้าย
นั่นคือ ซื้อไอติมค่ะ :)
ไอติมรส Sweet Corn ประกบด้วยขนมปังเวเฟอร์
อร่อยดีค่ะ ญ หญิงเลี้ยงด้วย อันละ 1 เหรียญสิงคโปร์เท่านั้น



หลังจากกินไอติมก็รีบวิ่งไปถ่ายรูปป้าย
(เราเป็นคนไทยที่ยังขาดการถ่ายรูปกับป้ายไม่ได้ค่ะ)

เสร็จแล้วก็ค่อย ๆ เดินไต่ระดับ ขึ้นสู่หลังคาสีเขียว (Green Roof)
ที่นี่ออกแบบดีมากค่ะ เราสามารถเดินขึ้นหลังคาดาดฟ้าได้
โดยเดินไต่ระดับขึ้นไปเรื่อย ๆ จากพื้นดิน คล้ายเรากำลังเดินขึ้นเนินเขาเล็ก ๆ






พอขึ้นไปถึง เราก็นั่งเล่น ชมวิวกันไปเรื่อยเปื่อย
ฉันกับ ญ หญิง ก็รื้อของที่หอบหิ้วมาจากเมืองไทย
มาเช็คของกันบน Green Roof นี่ล่ะ
ญ หญิง บอกว่า เดรสที่นี่แพงมาก เลยฝากซื้อชุดมาจากไทยค่ะ







ตัวตึกด้านล่างเป็น Sustainable Singapore Gallery
จัดแสดงเกี่ยวกับทรัพยากรน้ำของสิงคโปร์



เป็นการเดินชมที่สนุกมาก ถ้าไปที่นี่ก็ควรลงไปชมความเป็นมาของที่นี่ด้วยนะคะ
ที่สำคัญเข้าฟรี ไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ ทั้งสิ้น :)

ข้าวมันไก่ Boon Tong Kee, Singapore

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, สิงคโปร์ (Singapore) | Sunday 26 July 2009 10:13 pm


    ไปสิงคโปร์คราวนี้ กินข้าวมันไก่ทุกวันเลยค่ะ
    วันแรกกินที่ Sun Tec ไม่ค่อยอร่อยเท่าไหร่
    วันที่สองกินที่ Max Well Food Center ตรง China Town
    ก็พอใช้ได้ค่ะ แต่ยังไม่ถึงที่สุด

    แต่พอวันสุดท้ายถึงได้เจอร้านข้าวมันไก่ ที่หนึ่งในใจหนู :)
    คือ ร้าน Boon Tong Kee สาขา ถนน East Coast
    ใกล้ ๆ ย่าน Joo Chiat ที่มีตึกสวย ๆ ของชาวเพรานากาน น่ะค่ะ



    เจอร้านข้าวมันไก่ Boon Tong Kee นี้โดยบังเอิญ
    ระหว่างเดินไปตามถนน East Coast



    ที่สิงคโปร์ ถ้าอยากแน่ใจว่าร้านอาหารร้านนั้น อร่อยแน่นอนแล้วล่ะก็
    ให้สังเกต ป้ายสีเขียวที่แปะอยู่ตรงหน้าร้านค่ะ
    เป็นป้ายของ The Green Book ที่ออกให้ทุก ๆ สองปี
    เพื่อรับรองว่าร้านนั้นคือ Best Food in Singapore

    และร้านข้าวมันไก่สาขานี้ก็ได้รับคัดเลือกมาตั้งแต่ปี 2007 แล้วค่ะ

    มื้อนี้เราสั่งไก่ครึ่งตัว ข้าวมันสองถ้วย และชาจีน



    Tip: ผ้าเย็นที่พนักงานนำมาวางบนโต๊ะ
    ถ้าไม่ใช้ก็คืนไปนะคะ เพราะเค้าไม่ได้ให้ฟรีเหมือนเมืองไทย
    ที่สิงคโปร์นี่เค้าเก็บค่า ผ้าเย็นด้วยค่ะ



    เนื้อไก่หอมและนิ่มแบบเด้งได้
    เนื้อไก่แยกกับหนังไก่อย่างเด่นชัด (ชอบกินหนังไก่อ่ะ ^^)
    กินกับข้าวมัน และเครื่องเคียงผักดอง อร่อยมาก



    สรุปค่าเสียหายของมื้อนี้ เป็นตามราคานี้ค่ะ



    Chicken 7$
    Appetizer 1$
    Rice 1$
    Chinese Tea 2$


    Address: Boon Tong Kee 199 ถนน East Cast
    สิงคโปร์ Tel. 64781462


    Map: นั่ง MRT ไปลง EW8 Paya Lebar แล้วเดินไปย่าน Joo Chiat ค่ะ
    เหนื่อยนิดนึง แต่วิวข้างทางสวยนะ


Hotel 1929, Singapore

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, สิงคโปร์ (Singapore) | Sunday 26 July 2009 4:12 pm


    หลังจากอ่านเรื่อง “โปสการ์ดจากสิงคโปร์”
    ที่เขียนโดยพี่เสี้ยว - เสี้ยวจันทร์ แรมไพร จบ
    เรื่องเดียวที่จำติดอยู่ในใจฉันก็คือ
    เรื่องราวของโรงแรมแห่งหนึ่ง ย่าน China Town


    พี่เสี้ยวเขียนไว้ในหนังสือ รักเดินทาง หน้าที่ 190 ไว้ว่า
    “1929 เป็นโรงแรมเล็ก ๆ น่ารัก ดีไซน์ภายในสไตล์โมเดิร์น เก๋มาก
    ภายในห้อง มีน้ำอุ่น มีเครื่องเล่นซีดี มีทีวี
    ลงลิฟต์มาที่ชั้น 2 ก็มีสวนหย่อมไว้นั่งเล่นเย็นใจ
    มีจาร์กุชชี่ อ่างน้ำวนด้วย เราประทับใจกับที่นี่มาก
    และคิดไว้ว่า ถ้ามาสิงคโปร์คราวหน้าก็จะมาพักที่นี่อีก”





    เพียงไม่กี่บรรทัด ที่บรรยายถึง hotel 1929 ไว้
    ก็ทำให้ฉันได้แต่ตั้งอกตั้งใจเหมือนพี่เสี้ยวว่า
    ถ้าฉันไปสิงคโปร์ คราวหน้า ฉันก็จะพักที่โรงแรมนี้ล่ะ
    เพิ่มเงินอีกไม่เท่าไหร่ จากที่ต้องพักในโรงแรมธรรมดา ๆ
    มาพักในโรงแรมสี่ดาวสไตล์ชิค ๆ ฮิป ๆ แบบนี้ดูบ้าง
    การเดินทางน่าจะสนุกมากขึ้น :)

    ด้วยอานิสงค์ของ member dollar ที่สะสมไว้จาก Hotelclub
    ทำให้ฉันจองห้องพักของที่นี่ได้ด้วยราคา 100 $ ต่อคืน
    (จากราคาเต็ม 130$)



    ในที่สุดก็ได้ไปพักมาสองคืน เมื่ออาทิตย์ที่แล้วค่ะ (July 2009)

    โรงแรมนี้ก็ต้อนรับฉันอย่างประทับใจด้วยการตรวจไข้หวัด 2009
    และไม่ให้ขึ้นห้องพัก จนกว่าร่างกายจะกลับสู่สภาวะปกติ

    ใช่ค่ะ ตอนไปถึงโรงแรม ก็เอาใบจองที่ปริ๊นท์มาให้ทางโรงแรม
    ไม่มีปัญหาใด ๆ ทั้งสิ้น

    แต่พอถึงมาตรการป้องกันไข้หวัด 2009
    ฉันก็โดนตรวจอุณหภูมิ และฮีทขึ้นพรุ่งปรี๊ดไปที่ 38.1 องศาเซลเซียส
    ย้ำ 38.1 องศาเซลเซียส!

    ฉันโคดจะตกใจ และก็ไม่ได้มีอาการไข้แม้แต่น้อย
    พยายามบอกพนักงานโรงแรมว่า
    อาจจะเป็นเพราะเดินลากกระเป๋ามาไกลก็ได้
    เพราะฉันดันเลือกเดินมาจาก MRT สถานี Outram Park
    แทนที่จะเป็น MRT สถานี China Town ซึ่งใกล้โรงแรมนี้มากกว่า

    ด้วยความมั่นใจ จึงลองตรวจอีกครั้ง
    พนักงานโรงแรม 1929 เอาปืนวัดอุณหภูมิมาจ่อตรงหัว
    พร้อมกับทำท่าตกใจกว่าเดิม
    ฉันอุณหภูมิร่างกายสูงกว่าเดิม!

    โธ่ ก็คนมันตกใจน่ะ หัวใจเลยเต้นแรงและถี่ ตุ้บ ๆๆๆๆๆ
    อุณหภูมิก็ยิ่งเพิ่มขึ้นสิคะ
    (ในใจตะโกนว่า โธ่ กุไม่ได้เป็นไข้โว้ยยยย)



    พี่ผู้ชายคนหนึ่งเดินไปเอาน้ำเย็นมาให้ดื่ม
    และให้ไปนั่งพักตรงล๊อบบี้ด้านล่าง ตรงที่มีเก้าอี้ดีไซน์แปลกตา น่ารักมากมาย



    แต่ฉันน่ะ หมดอารมณ์มาก ๆ พร้อมกับคิดหาวิถีทาง
    ถ้าอิพนักงานโรงแรม มันไม่ให้ฉันขึ้นพักจริง ๆ
    Solution1, Solution2,… พรั่งพรูอยู่ในสมอง



    ผ่านไปยี่สิบนาที ฉันดื่มน้ำเย็นยี่ห้อ 1929 สีม่วงจนเกือบหมดขวด
    และเข้าห้องน้ำไปล้างหน้า (เผื่อว่าตอนวัดไข้ จะกลับสู่สภาวะ 37 องศาได้ซักที)



    ประมาณสี่สิบนาที หลังจากย่างเท้าเข้าประตูโรงแรม
    ในที่สุด พระเจ้าก็ทรงโปรด ร่างกายฉันกลับสู่ 37 องศาเซลเซียสแล้ว

    ถือว่ามาตรการป้องกันไข้หวัดของที่นี่รัดกุมมากเลยทีเดียว
    มากจนเกินประทับใจ!



    ห้องพักของฉันคือห้อง 202 ฝั่งติดถนน
    พอเปิดประตูห้องพัก ฉันก็หายเหนื่อย และหายหงุดหงิดในทันที
    ห้องพักที่นี่แคบ แบบโรงแรมในสิงคโปร์ทั่ว ๆ ไป
    แต่สามารถจัดการออกแบบได้ Pretty Small น่ารักมาก ๆ
    จนไม่น่าเชื่อว่าจะจัดห้องเล็ก ๆ ให้มีการใช้งานได้ครบครันแบบนี้



    ห้องน้ำเป็นกระจกใส พื้นที่แค่พอยืนอาบ สะอาดมาก
    อ่างล้างหน้าอยู่เกือบติดกับเตียงนอนสีขาวขนาดควีนไซด์






    ในห้องมีอุปกรณ์ เครื่องใช้ ของเล่น กระจุ๊กกระจิ๊กครบมือ ^^
    ทีวี ตู้เย็น ผ้าเช็ดตัว ผ้าเช็ดมือ ผ้าเช็ดเท้า แชมพู สบู่ ไดร์เป่าผม



    ปลั๊กไฟแบบที่เครื่องใช้ไฟฟ้าจากเมืองไทยสามารถเสียบได้
    สมุดโน๊ต ปากกา แก้วน้ำ ชา กาแฟ



    เครื่องเล่นซีดี (เล่นวิทยุ FM ได้) และกล่องดนตรีกรุ๊งกริ๊ง



    แถมยังมีระเบียงน่ารักที่เปิดออกไปก็จะเห็นวิว China Town ที่เงียบสงบ
    ฝั่งตรงข้ามก็เป็นตึกเก่าที่ถูกนำมาสร้างเป็นโรงแรมชื่อว่า Royal Peacock



    ทำให้โรงแรม Hotel 1929 นี้ อยู่ในทำเลที่ดีและไม่พลุกพล่าน

    ถึงตอนนี้ โรงแรมนี้ได้ใจฉันไปเกือบหมดเลยทีเดียว
    (แต่ทำเป็นลืม ๆ การตรวจไข้หวัด 2009 ไปซะก่อนนะ)

    การเดินทางไปเที่ยวที่ต่าง ๆ ก็ไม่ยากเลย
    เพราะเดินไปไม่ไกลก็จะถึง MRT China Town

    ตรงเยื้อง ๆ กับโรงแรมก็มี 7-11 อีกด้วย

    อีกสิ่งหนึ่งที่ประทับใจ คืออาหารเช้าของที่นี่
    อร่อยและหลากหลายพอสมควร



    คุณป้าที่รับ Order ในยามเช้าก็ใจดีมาก ๆ ยิ้มตลอดเวลา
    เวลาเราสั่งไข่ดาว (Fried Egg) หรือไข่กวน (Scrambled Egg)
    จะเสิร์ฟมาในจานพร้อมกับมันฝรั่งอบ ไส้กรอก ถั่วขาวและเบคอนทอดกรอบ



    เป็นชุดอาหารเช้าสไตล์อังกฤษ
    (เหมือนกับที่ป๊อบเคยทำให้กินที่ Le Mont, ปาย เลยนะ)



    สังขยาและแยมของที่นี่ก็อร่อย






    ทำให้เราอิ่มมื้อเช้ากันด้วยความสุขที่อัดแน่นเต็มท้อง



    และมีกำลังพร้อมออกเดินเล่นต่อในสิงคโปร์ :)


    Note: ตอนที่ไป จาร์กุชชี่ ปิดซ่อม
    ทำให้ออกไปนั่งเล่นในสวนไม่ได้ค่ะ






    เว็บของโรงแรม -> http://www.hotel1929.com

Henderson Wave Bridge, Singapore

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, สิงคโปร์ (Singapore) | Saturday 25 July 2009 7:48 pm


    คนที่มองโลกในแง่ร้ายจะบอกว่าการหลงทางคือความโชคร้าย
    แต่สำหรับฉัน การหลงทางทำให้เราค้นพบเส้นทางใหม่ ๆ
    และไม่ต้องเดินตาม ซ้ำรอยเท้าใคร
    เราสามารถสร้างเส้นทางการเดินทางใหม่ ๆ
    และสนุก ๆ ขึ้นมาในชีวิตได้เสมอ :)

    และฉันกำลังจะเล่าถึงเส้นทางเดินป่าบนยอดไม้
    ข้ามยอดเขาสองลูก ชมวิวเมืองและสิ่งก่อสร้างอลังการสองแห่งที่สิงคโปร์

    ไปสิงคโปร์คราวนี้ค่อยดีหน่อย
    ที่ฉันเป็นคนเลือกเส้นทางเดินเล่นเองทั้งหมด



    และเหตุการณ์ก็เกิดขึ้นที่หน้าห้าง Vivo City
    หลังจากกลับจาก Sentosa เวลาประมาณสามทุ่มครึ่ง
    ฉันกับเพื่อนอีกสองคน
    คนหนึ่งไปด้วยกันจากเมืองไทย คนหนึ่งทำงานอยู่ที่สิงคโปร์
    ตกลงกันว่า ฉันจะพาไปเที่ยว Henderson Bridge
    สะพานลอยคนข้ามที่ยาวที่สุดและสูงที่สุดในสิงคโปร์
    เพราะสร้างเพื่อเดินข้ามยอดเขาสองลูก ตรงถนน Henderson

    ฉันเองที่เป็นคนอยากไปที่นี่
    เพราะเห็นในรูปที่คนอื่นถ่ายมา
    คิดว่าในตอนกลางคืนวิวจากตรงสะพานนั้นคงจะสวยมาก
    ฉันอยากไปถ่ายรูป

    จากการศึกษาข้อมูลจากที่มีคนเคยไปมา เค้าบอกไว้ว่าให้นั่งรถเมล์
    จากหน้าห้าง Vivo City สาย 100 หรือ 145 ก็ได้

    ฉันจำมาแค่นี้ ดังนั้น เมื่อรถเมล์สาย 100 มาจอด
    เราก็รีบขึ้นประตูด้านหน้าเพื่อ Tap บัตร EZ-link กันทันที

    ลายแทงบอกไว้ว่า รถจะเลี้ยวขวาเข้าถนน Henderson
    ในลงตรงป้ายที่สอง จะถึงทางขึ้น Henderson Bridge พอดี

    เราสามคนก็นั่งคุยกันไป มองทางกันไป
    พอรถเมล์สาย 100 ถึงแยกเลี้ยวเข้าถนน Henderson
    รถกลับไม่จอด แต่ดันไปเลี้ยวเข้าถนน Alexandra แทน

    เพื่อนที่ทำงานอยู่สิงคโปร์เดินไปถามคนขับรถเมล์ว่า
    จะผ่าน Henderson bridge มั๊ย
    คนขับบอกว่าไม่ผ่าน ให้เราลงป้ายหน้า แล้วต่อรถเอาเอง



    เราโชคดีที่ได้ลงรถตรงป้ายที่มี Alexandra Arch
    สะพานลอยคนข้ามที่มีสถาปัตยกรรมเป็นโครงเหล็กโค้งรูปใบไม้
    สะพาน Alexandra Arch นี้จะเปลี่ยนสีไปเรื่อย ๆ ตามแสงไฟ
    สามารถไปนั่งชมได้ตั้งแต่เวลาหนึ่งทุ่มถึงเที่ยงคืน
    คล้ายสะพานสายรุ้งที่เว้, เวียดนาม

    แต่ที่นี่เป็นสะพานใบไม้เปลี่ยนสี :)



    ฉันอ่านตำรามาผ่าน ๆ พอจำได้ว่า
    จากสะพานนี้ เราสามารถเดินข้ามเขาไปถึง Henderson Wave Bridge ได้
    เลยลองชวนเพื่อนอีกสองคน ให้เดิน เดิน เดิน และเดิน

    ตอนนั้นไม่มีแผนที่ สิ่งที่มีคือกำลังใจเท่านั้น



    ช่วงแรก ๆ ของการเดิน เป็นการเดินข้ามสะพานลอยธรรมดา ๆ
    Alexandra Arch สร้างข้ามถนน Alexandra



    แต่พอเดิน ๆ ต่อไปเรื่อย ๆ จะกลายเป็นสะพานลอยเดินข้ามภูเขา
    เพราะความสูงของสะพานลอยนั้นเท่ากับยอดไม้
    ทำให้เราสามารถมองไกลไปได้ถึงฝั่งอินโดนีเชียเลยทีเดียว (ไม่ได้โม้)



    วิวสูงและสวย ทำให้การเดินทางเหนือยอดไม้นั้นสนุกสนานมากในช่วงแรก
    จนกระทั่งถึงช่วงกลาง ๆ เราสามคนก็รู้สึกอ่อนล้า
    เมื่อยขาไปหมด (ใช่สิ ก็เดินมาทั้งวันแล้วนี่)
    เริ่มไม่แน่ใจว่า จะหลงทางหรือเปล่า
    และไอ้สะพานลอยนี้มันจะไปสิ้นสุดตรงไหน



    แต่สิงคโปร์เป็นประเทศที่มีการจัดการได้ดีเยี่ยม
    เพราะมีป้ายบอกทางเป็นระยะ ๆ
    และเส้นทางนี้ ถึงแม้จะมาเดินในยามค่ำคืนก็ไม่รู้สึกน่ากลัวแต่อย่างใด
    เราสามคนเดินกันไปเรื่อย ๆ



    ระหว่างทางก็เจอคนมาวิ่งออกกำลังกายวิ่งสวนทางกลับไปบ้าง
    ทางเปลี่ยว วิวสวย และสะพานสูง ไม่มีวันสิ้นสุด

    โชคดีที่ช่วงสุดท้ายของสะพาน
    มี Shortcut เป็นเส้นทางบันไดงู ในเดินขึ้น
    เราจึงมาเจอถนนสายภูเขาเส้นหนึ่ง
    แต่ยังไม่เจอจุดหมายถึง Henderson Wave Bridge



    ตัดสินใจเลี้ยวขวาเดินตามทางถนนไปอีกไม่ไกล
    เราก็เจอ Park เล็ก ๆ และมีป้ายชี้ให้เดินขึ้นเขาไปอีกหน่อย
    จึงจะถึง Henderson Wave Bridge

    เราเดินไต่ระดับกันไปเรื่อย ๆ เพราะถ้าไปไม่ถึง
    ก็ไม่รู้จะกลับกันยังไง
    ต้องทำเวลาด้วยเพราะเดี๋ยว MRT จะหมดตอนห้าทุ่มครึ่ง

    เวลาสี่ทุ่มครึ่ง เราก็ทำได้สำเร็จ
    ไต่ระดับขึ้นไปจนถึงสะพานรูปลอนคลื่น
    Henderson Wave Bridge!



    จากเส้นทางที่ดูเปลี่ยวและไม่มีใครเลย
    แต่บนสะพานรูปคลื่น Henderson ที่ยาวถึง 300 เมตรนั้น
    มีวัยรุ่นสิงคโปร์นั่งเล่น ดื่มเบียร์ชิว ๆ กันอยู่เต็มไปหมด



    วิวสูง 36 เมตรที่มองจากสะพานนั้นสวยมาก
    แต่ฉันว่าวิวด้านล่างสวยกว่า
    เพราะเป็นถนนที่มีรถแล่นผ่าน
    (หาทางกลับบ้านได้แล้ว เย้ ๆ)

    มองกลับไปด้านหลัง แทบไม่น่าเชื่อว่า
    เราจะเดินข้ามภูเขามาได้ไกลถึงเพียงนี้



    แถมภูเขาทั้งหมดยังเชื่อมกันด้วยสะพานลอย


    ขากลับ เราค้นพบว่า ถ้าเพียงเรานั่งรถเมล์สาย 145 มา
    เราก็จะมาถึงที่นี่ได้โดยง่าย
    และไม่ต้องเดินข้ามเขาแบบนี้



    คนที่มองโลกในแง่ร้ายจะบอกว่าการหลงทางคือความโชคร้าย
    แต่สำหรับฉัน การหลงทางทำให้เราค้นพบเส้นทางใหม่ ๆ
    และไม่ต้องเดินตาม ซ้ำรอยเท้าใคร
    เราสามารถสร้างเส้นทางการเดินทางใหม่ ๆ
    และสนุก ๆ ขึ้นมาในชีวิตได้เสมอ :)


    ด้านล่างคือเส้นทางการเดินข้ามเขาของฉันค่ะ


    เริ่มจากเส้นสีเขียวค่ะ
    นั่งรถเมล์สาย 100 จากหน้าห้าง Vivo
    และลงตรงป้าย Alexandra Arch (จุดเริ่มต้นของเส้นสีฟ้า)
    แล้วเริ่มเดินป่าด้วยสะพานลอยสูงเหนือยอดไม้ไปประมาณสองกิโลเมตรกว่า ๆ
    จะถึง Henderson Wave Bridge
    แล้วกลับด้วยรถเมล์สาย 145 (เส้นสีชมพู)ไปเที่ยว Clark Quay ต่อ

    แต่ถ้าใครอยากไปแบบง่ายก็นั่ง 145 ไปตามเส้นทางสีชมพู ตั้งแต่แรก
    ก็ไปถึง สะพาน Henderson ได้อย่างง่ายดายค่ะ

    ความสุขอยู่ระหว่างการเดินทางนะคะ
    ลอง create เส้นทางกันดูค่ะ ^^

    ใครสนใจรายละเอียดเพิ่มเติมของสะพานลอยรูปคลื่น
    และสะพานใบไม้เปลี่ยนสี สามารถดูได้จากเว็บนี้ค่ะ -> click

CHA CA - Grilled Fish , Hanoi

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, เวียดนาม (Vietnam) | Saturday 25 July 2009 12:34 pm



    ร้านนี้ เป็นร้านอาหารแห่งหนึ่งที่มีรายชื่ออยู่ในหนังสือ
    “1000 places to see before you die” ของ Patricia Schultz
    ทำให้ร้านนี้กลายเป็น must go & must eat เมื่อไปเยือนฮานอย



    ร้านที่ว่า คือ ร้าน CHA CA (จ่า กา)
    หรือที่ป้ายภาษาอังกฤษติดไว้ว่า Grilled Fished Restaurant

    กว่าจะเดินหาร้านนี้เจอเรนโบว์ก็พาลูกทัวร์จำเป็นเดินหลงไปหลงมาหลายรอบ
    ด้วยความที่ดูจากชื่อบอกว่าเป็น Restaurant ที่ไม่ควรพลาดครั้งหนึ่งในชีวิต
    ร้านมันน่าจะใหญ่โตซักนิด อะไรเด่นสะดุดตาซักหน่อย

    เดินผ่านไปผ่านมาบนถนน Cha Ca นานแสนนาน จนกระทั่งหาร้านเจอก็ถึงกับอึ้ง ๆ
    เพราะสภาพของร้านนี้เป็นเหมือนบ้านคนเวียดทั่ว ๆ ไป ในย่าน Old Quarter
    ลักษณะเป็นห้องแถวหนึ่งคูหา มีสองชั้น เหมือนบ้านคนมากกว่าร้านอาหาร
    จุดเด่นเดียวที่แตกต่างคือ จะมีรูปปั้นตาแก่ยืนตกปลาอยู่ที่หน้าร้าน



    ตามตำราที่อ่านมาเค้าว่ากันว่าร้านนี้เปิดมากว่าหนึ่งร้อยปี
    สืบทอดสูตรลับการปรุงอาหารมากว่าห้าเจเนอเรชั่น
    ดูลึกลับและสืบทอดกันมานานขนาดนี้
    มาถึงฮานอยแล้วต้องไปลองชิมให้ได้

    ฉันพาเพื่อน ๆ ลูกทัวร์ที่แสนจะหิวโหยเดินขึ้นไปบนชั้นสองของร้าน
    และก็ได้พบบรรยากาศที่ต่างจากชั้นล่าง

    ชั้นบนมีโต๊ะวางเรียงราย และแต่ละโต๊ะมีกระทะแบนวางอยู่
    ในกระทะมีของทอดสีเหลือง รอบ ๆ กระทะมีจานผักสีเขียววางอยู่มากมาย
    เท่าที่สังเกต ร้านนี้ลูกค้าส่วนใหญ่คือคนเวียดนาม

    และพวกเราคือนักท่องเที่ยวกลุ่มเดียวที่ไปกินในวันนั้น

    เพียงแค่นั่งลง ไม่ต้องสั่งอาหาร หรือดูเมนูใด ๆ
    ผักและปลา ก็จะถูกนำมาวางเรียงรายบนโต๊ะ

    เนื่องจากที่นี่ขายอาหารเพียงเมนู Cha-Ca นี้เท่านั้น
    ราคคิดเป็นหัว หัวละ 90,000 ดอง จะได้ปลาและผักหนึ่งชุด
    เติมไม่ได้เพราะ ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ ถ้าอยากกินเพิ่ม ต้องเพิ่มเงินซื้อเพิ่มอีกชุด
    คิดเป็นเงินไทยถือว่าราคาแพงน่าดูทีเดียว
    หลายร้อยบาท แถมไม่ใช่บุฟเฟ่ต์

    แต่มาถึงแล้วนี่ ยังไงก็ไม่ถอย

    พวกเราก็ดูวิธีกินจากโต๊ะอื่น ๆ แล้วเริ่มเลียนแบบในทันใด


    เริ่มจากเอาปลาที่ถูกหั่นมาเป็นชิ้น ๆ และคลุกกับขมิ้นจนเป็นสีเหลือง
    ลงไปทอดในกระทะที่น้ำมันท่วม


    เนื้อปลาที่ร้านนี้ใช้ คือ Snake fish หรือ ปลาช่อน


    เครื่องเคียงคือผักสดใบเขียวต่าง ๆ จะเอาลงไปผัดกับปลาในกระทะก่อนค่อยกิน
    หรือกินสด ๆ เลยก็ได้ค่ะ





    ตักขนมจีนใส่จาน ตักเนื้อปลากับผักใส่ข้างบน
    ราดน้ำจิ้มที่ร้านเตรียมให้ กินแกล้มกับถั่วลิสงคั่ว


    เป็นอาหารที่ดูคนเวียดนามโต๊ะข้าง ๆ กินแล้วดูอร่อยมาก
    แต่พวกเราเหล่าคนไทย เหมือนกินขนมจีน+ปลาทอดขมิ้น+ผักสด
    ไม่ได้รู้สึกอร่อยแบบที่ควรจะเป็นเลยซักนิด - -”

    เป็นสถานที่ ที่ไปแล้วอยากเดินไปตบหัวคุณ Patricia Schultz
    ว่านี่มันสมควรเป็น “1000 places to see before you die” ตรงไหนกัน?

    แต่ก็เถอะนะ
    สถานที่ที่แตกต่างจะทำให้เราได้เรียนรู้มากขึ้น
    ถ้ามัวแต่อยู่ในที่เดิม ๆ มันจะไปรู้ได้อย่างไร


    ถือว่าได้ชิมอาหารเวียดนามแท้ ๆ
    แถมวิธีการกินก็ทำให้บรรยากาศดูปาร์ตี้ ๆ ดี คล้ายกินหมูกระทะร่วมสาบาน
    ครั้งนึงในชีวิต ถ้าอยากไปถึงฮานอยแท้ ๆ
    ก็อย่าพลาดร้านนี้เลยนะคะ เพราะมันเป็น
    “1,000 สถานที่ต้องได้เห็นก่อนตาย - 1000 places to see before you die”
    ไปลองชิม หรือแค่เห็น CHA CA ด้วยตัวของคุณเอง :)



    Address: บ้านเลขที่ 14 ถนน Cha Ca ย่าน Old Quarter
    ฮานอย, ประเทศเวียดนาม

Next Page »
Centurion Wordpress Theme