ส่วนต่าง ๆ ของบ้านแบบ Shophouse

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, สิงคโปร์ (Singapore) | Tuesday 25 August 2009 12:18 am


    บ้านเก่าสไตล์ชิโนโปรตุกีส หรือที่เรียกกันอย่าง
    less romantically ว่า Shophouse นั้น
    เป็น Time Machine ที่ทำให้เราได้ย้อนเวลา
    กลับไปนึกถึงยุคสมัยล่าอาณานิคมของนักเดินเรือชาวตะวันตกได้เป็นอย่างดี




    นักเดินเรือผมสีทองตาสีฟ้า
    เข้ามายึดแผ่นดินในซีกโลกตะวันออก
    และพยายามเอาศิลปะ วัฒนธรรม ศาสนา
    และสถาปัตยกรรมแบบที่บ้านของตนเอง
    มาสร้างบ้านหลังที่สองในดินแดนที่มีเจ้าของเป็นใหญ่อยู่แล้ว

    นั่นก็คือประเทศจีน ประเทศที่มีประชากรมากที่สุดในโลก
    การผสมผสานระหว่างสถาปัตยกรรมตะวันตกและตะวันออก
    จึงเกิดขึ้น East meet West

    ชาวตะวันตกเป็นผู้สั่งการและให้ผังการก่อสร้าง
    แต่ชาวตะวันออกอย่างคนจีนมีหรือ ที่จะยอมสร้างตามแบบแปลน
    ที่ไม่ตรงตามคติความเชื่อดั้งเดิม

    ด้วยเหตุนี้เอง บ้านสไตล์ East meet West จึงเกิดขึ้น
    เป็นสถาปัตยกรรมที่รวมเอา โปรตุเกส จีน มาเลย์ เข้าด้วยกัน
    เกิดเป็นบ้าน สไตล์ Shophouse ขึ้น



    ในช่วงล่าอาณานิคมนั้น
    โปรตุเกส เป็นประเทศแรกที่เข้ายึดสิงคโปร์ไว้
    จึงทำให้สิงคโปร์มีสถาปัตยกรรมที่น่าทึ่งนี้
    อยู่มากมายและหลากหลายยุค

    ส่วนภูเก็ต ที่มีบ้านเรือนลักษณะนี้เพราะมีการติดต่อค้าขายกับปีนัง
    นักธุรกิจชาวจีนที่ร่ำรวยจากการเข้ามาทำเหมืองแร่ดีบุกในสมัยนั้น
    จึงสร้างขึ้นเป็นชุมชน

    ส่วนที่แตกต่าง หากสังเกตจะเห็นได้ชัดเจน
    ระหว่าง Shophouse ที่สิงคโปร์ และ ที่ภูเก็ต
    โดย Shophouse ที่อยู่ในโจทย์ข้อสอบของหน้าก่อนนั้น
    อยู่ในย่าน Katong และ Joo Chiat


    ซึ่งเป็น Shophouse ในยุคปลายของการเฟื่องฟู
    จะเห็นว่ามีการลงรายละเอียดในการสลัก
    และปั้นลวดลายอย่างวิจิตรตระการตา
    เรียกว่าตกแต่งอวดฐานะกันจนที่สุด



    ในขณะที่ Shophouse ของภูเก็ต
    จะเป็นยุคถัดจากถนน Joo Chiat ที่สิงคโปร์
    คือแทนที่จะมีลวดลายประดับประดาจนถึงขีดสุด
    ก็จะเป็นสไตล์ออกแนว Art Deco แล้ว
    ซึ่งเป็นลวดลายที่นำรูปทรงเรขาคณิตมาเป็นส่วนประกอบ
    และลดความฟู่ฟ่าของลวดลายลง

    อ่านถึงตรงนี้
    บางคนอาจจะอยากรู้เฉลยของข้อสอบ ภูเก็ตหรือสิงคโปร์ แล้ว
    แต่ถ้าใครยังไม่ได้ทำก็ขอให้ไปทำข้อสอบกันก่อนนะคะ

    ข้อสอบในหน้าที่แล้วเป็นภาพจากย่าน Joo Chiat และ ย่าน อ. เมืองภูเก็ต
    จะเห็นว่า Shophouse ในภาพแต่ละข้อ
    มีสถาปัตยกรรมใกล้เคียงกันมาก

    แต่สามารถแยกได้อย่างง่าย ๆ
    โดยถ้าภาพไหนเห็นสายไฟระโยงระยาง
    นั่นล่ะเมืองไทย แน่นอน

    ส่วนภาพ ที่ไม่มีสายไฟก็ยังไม่แน่ว่าจะเป็นสิงคโปร์นะคะ
    มา ๆ ดูเฉลยกัน

    จากภาพต่อไปนี้ จงตอบว่าในแต่ละข้อคือ ภูเก็ตหรือสิงคโปร์?



    ข้อ 1.



    ตอบ บ้านสีรุ้งที่ไม่เห็นสายไฟ แบบนี้ก็ต้อง สิงคโปร์สิจ๊ะ



    ข้อ 2.



    ตอบ ภูเก็ตแน่นอน สายไฟ พาดเป็นทางเลย
    จะเห็นว่าบ้านสวยใกล้เคียงกับภาพบนแต่เพราะมีสายไฟ
    เลยทำให้ความสวยลดลง



    ข้อ 3.



    ตอบ ทางเดินแบบนี้เรียกว่า ทางเดินกว้างห้าฟุต The Five Foot-Way
    หรือภาษาจีนเรียกว่า หง่อคาขี่ เป็นเอกลักษณ์ที่โดดเด่น
    และแสดงถึงภูมิปัญญาของคนโบราณ
    ที่สร้างทางเดินให้เหมาะกับสภาพอากาศแถบร้อนชื้น
    เพราะสามารถใช้เดินหลบฝน และหลบแดด ได้เป็นอย่างดี
    คนโบราณมีน้ำใจ ไม่เหมือนในปัจจุบันที่บางบ้านของภูเก็ต
    ได้สร้างรั้วกั้นทางเดินนี้ จนไม่สามารถใช้เดินเชื่อมต่อกันเป็นทางยาวได้

    เฉลยข้อนี้ ก็คือภูเก็ตค่ะ (แอบเห็นสายไฟมั๊ยเอ่ย)



    ข้อ 4.



    ตอบ นี่เป็นทางเดินที่สิงคโปร์ค่ะ
    เห็นมั๊ยคะว่าที่ ภูเก็ตสวยกว่า เพราะที่ภูเก็ตเป็นโค้ง ๆ
    แต่ที่สิงคโปร์ในภาพนี้เป็นเหลี่ยม ๆ



    ข้อ 5.



    ตอบ ประตูสีส้ม ที่สิงคโปร์



    ข้อ 6.



    ตอบ ประตูสีฟ้าที่ภูเก็ต



    ข้อ 7.



    ตอบ ลวดลายเยอะแบบนี้ สิงคโปร์ค่ะ
    โดยประตูระเบียงแบบเปิดออกได้ทั้งสองบานแบบนี้
    เรียกว่าแบบ French Window ค่ะ



    ข้อ 8.



    ตอบ ลวดลายเยอะแบบนี้ สิงคโปร์ค่ะ
    ศิลปะสีสันสดใสของชาวเพรานากัน
    ซึ่งเป็นลูกครึ่งจีนและมาเลย์ ที่อาศัยในสิงคโปร์



    ข้อ 9.



    ตอบ สายไฟ… อีกแล้ว ภูเก็ตสิ



    ข้อ 10.



    ตอบ ภูเก็ตจ้า แต่บ้านหลังนี้สวยนะ
    อยู่ตรงข้ามกะร้านหนัง(สือ)๒๕๒๑ ที่ ถ. ถลาง
    (ถ้าจำไม่ผิด ^^”)



    ข้อ 11.



    ตอบ เริ่มง่ายแล้ว ข้อนี้ตอบ สิงคโปร์



    ข้อ 12.



    ตอบ แม่เจ้า เมื่อไหร่จะเอาสายไฟลงดินซักที
    เสียดายหน้าต่างสวย ๆ แบบนี้ ที่ ภูเก็ต



    ข้อ 13.



    ตอบ ข้อนี้ สิงคโปร์ (โดนข้อสอบหลอกกันเยอะแยะ อิอิ)
    แบบว่าถ่ายบ้านเก่าที่ไม่ได้ทาสีใหม่มาอ่ะ
    ส่วนเส้น ๆ นั่นไม่ใช่สายไฟ แต่เป็นเชือกอะไรซักอย่าง



    ข้อ 14.



    ตอบ มีลวดลายแบบนี้ ที่สิงคโปร์แน่นอนค่ะ :)


    นอกจากที่ สิงคโปร์และภูเก็ต แล้ว
    บ้านสไตล์ Shophouse ยังมีอีกมาก ที่ประเทศมาเก๊า
    ไว้อาทิตย์หน้าไปแล้วจะกลับมาเล่าให้ฟังอีกที :)


    ขอบคุณรูปบ้าน shophouse จาก The Peranakan Experience
    http://www.visitsingapore.com/publish/stbportal/en/home/about_singapore/brochure_listing.html

จงตอบว่า ภูเก็ตหรือสิงคโปร์?

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, สิงคโปร์ (Singapore) | Sunday 23 August 2009 5:07 pm
    ก่อนเขียนถึงข้อมูลหน้านี้
    ขอให้นัก(เรียน/เดินทาง)ทำข้อสอบกันก่อนนะคะ


    จากภาพต่อไปนี้ จงตอบว่าในแต่ละข้อคือ ภูเก็ตหรือสิงคโปร์?



    ข้อ 1.



    ตอบ
    (more…)

ป้าปั่นลุงวิศ, เกาะสีชัง

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, เกาะสีชัง (Koh Sri-Chang) | Sunday 23 August 2009 12:17 am
    บนเกาะสีชังจะมีร้านอาหารก่อนถึงแนวพระราชวัง
    อยู่สองสามร้านด้วยกัน และร้านที่ไปกินมาทุกครั้ง
    ที่ได้ไปเกาะ คือร้านนี้ค่ะ ร้านป้าปั่นลุงวิศ



    ให้สังเกตุชื่อร้าน ว่าจะมีกำกับด้วยภาษาอังกฤษว่า Pan&David
    เพราะป้าปั่นมีสามีเป็นชาวต่างชาติชื่อว่า David ค่ะ



    ที่ร้านอาหารนี้จึงจะมีทั้งเมนูอาหารไทยและอาหารฝรั่ง
    รสชาติกลมกล่อมอยู่มากมาย



    รายการอาหารแนะนำ มีเขียนไว้ว่าเส้นสปาเกตตี้ทำเอง
    เราก็เลยลองสั่งดูค่ะ สั่งสปาเกตตี้ และ พิซซ่าทะเล







    สปาเกตตี้เสิร์ฟมาพร้อมกับชีสค่ะ
    เส้นที่ทางร้านทำเองนั้น เป็นเส้นสปาเกตตี้แบบแบน




    ส่วนพิซซ่าทะเลนั้น แป้งอร่อยดีค่ะ
    แต่ราคาแอบแพงไปหน่อย
    เพราะชิ้นมันเล็กนิดเดียวอ่ะ 150 บาทแน่ะ

    สำหรับใครที่ชอบอาหารไทย ๆ ก็ต้องนี่เลยค่ะ ข้าวผัดปู


    แล้วก็ตามด้วยเครื่องดื่มปั่นเย็น ๆ ชื่นใจ





    ที่นี่ให้บริการตั้งแต่ สิบโมงเช้าถึงสี่ทุ่มครึ่ง



    ถ้าใครที่อยากมา dinner mี่ร้านนี้ก็บรรยากาศดีไม่น้อยเลยค่ะ



    มีจุดเทียนให้บรรยากาศโรแมนติก
    ส่วนดอกลีลาวดีที่เห็นนี่ เก็บมาเป็นพร๊อพถ่ายรูป
    จากต้นหน้าร้านนั่นล่ะค่ะ





    ดอกไม้ที่เกาะสีชังเวลาบานจะบานพร้อม ๆ กัน
    ทำให้ทั้งเกาะสดชื่นมาก ๆ


    ร้านป้าปั่นลุงวิศหาง่ายค่ะ
    เพราะอยู่ตรงซ้ายมือก่อนถึงทางเข้าพระราชวัง
    เส้นทางก็สวยและร่มรื่นแบบในรูปนี่ค่ะ



    เว็บของร้านค่ะ เป็นภาษาอังกฤษนะคะ http://www.ko-sichang.com

    ถ้าใครเดินเล่นในพระราชวังจนเหนื่อยอ่อนแล้ว
    ก็ลองมานั่งชิมอาหารร้านนี้ดูค่ะ
    เพิ่มพลังให้เที่ยวต่อบนเกาะได้เป็นอย่างดี :)

Ichigo Bliss, Singapore

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, สิงคโปร์ (Singapore) | Friday 21 August 2009 11:17 pm
    ไปสิงคโปร์ทีไรเป็นต้องได้เดินขาลากทุกทีไปค่ะ
    เดินตั้งแต่ MRT Orchard ถึง MRT Dhoby Ghaut ทุกครั้ง
    ถ้าบอกเป็นชื่อห้าง
    ก็ตั้งแต่ห้าง ION ถึง Plaza Singapura (คาร์ฟู) นั่นล่ะค่ะ

    ก็ไม่รู้จะเดินทำไมเหมือนกันนะ
    ไม่ค่อยได้ช้อป ส่วนใหญ่จะแค่ดู ๆ ดม ๆ
    แล้วก็ชิมซะมากกว่า :)



    คราวนี้เจอเมนูใหม่ ถูกใจคนไทยที่รักการกินสตรอเบอรี่อย่างเรา
    เป็นเมนูของหวานที่ร้าน Mos Burger



    สาขาTakashimaya, Ngee Ann City ค่ะ



    เจอเมนูนี้ แล้วก็รีบตรงปรี่เข้าไปซื้อเพราะชื่อเมนูแท้ ๆ
    Ichigo Bliss อิจิโกะ บลิส!
    ว๊าว กำลังเดินมาเหนื่อย ๆ เลย อยาก บลิสและบลิ๊งมาก ๆ

    เมนูนี้ราคาไม่แพง เมื่อเทียบกับอาหารที่สิงคโปร์
    สตรอเบอรี่สามลูกราคา 1.60 เหรียญสิงคโปร์
    ถ้าคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 39 บาท

    ราคาถูกแถมได้ใช้เศษเหรียญที่ติดอยู่ในกระเป๋ามาจ่ายได้อีก

    นับเหรียญจ่ายเงินกับคุณลุงพนักงานขายเสร็จ
    ก็ถึงเวลาดื่มด่ำกับสตรอเบอรี่แช่แข็งไส้ไวท์ช๊อกโกแล๊ต



    แม่เจ้า! นึกว่าจะรสธรรมดา ๆ
    แต่ที่ไหนได้ อิจิโกะบลิส! ได้อย่างสมชื่อมาก ๆ



    ไวท์ช๊อกโกแล๊ตที่สอดไส้มาในสตรอเบอรี่ อร่อยมาก ๆ
    แถมเนื้อสตรอเบอรี่ก็หวานฉ่ำชื่นใจ



    กินไปก็บ่นไปว่าทำไมมอสเบอร์เกอร์สาขาเมืองไทย
    ไม่มีเมนูนี้

    ถ้าไปสิงคโปร์คราวหน้า ต้องไม่พลาดเมนูนี้อย่างแน่นอน
    สำหรับใครที่กำลังจะไปก็อยากให้ไปลองชิมกันดู

    “Ichigo Bliss”

    กินสตรอเบอรี่แล้วมีความสุข :)


    แผนที่ค่ะ


    ส่วนรายละเอียดเพิ่มเติมอื่น ๆ ดูได้จาก link -> http://www.mosburger.com.sg


เป็นคนไทยทำไมไม่เคยไปวัดพระแก้ว, กรุงเทพมหานคร

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, กรุงเทพมหานคร (Bangkok) | Saturday 15 August 2009 1:55 pm


    ถาม: “เคยไปนครวัดแล้วหรือยัง?”
    ตอบ: “เคยแล้วค่ะ”

    ถาม: “แล้วชเวดากองล่ะ ไปไหว้มาแล้วหรือยัง?”
    ตอบ: “ไปไหว้มาแล้วจ้ะ”

    ถาม: “แล้วได้ไปพระธาตุอินทร์แขวนด้วยหรือเปล่า?”
    ตอบ: “ไปมาด้วยค่ะ”

    ถาม: “วัดพระเขี้ยวแก้ว แถว China Town ไปมาหรือยัง เค้าจัดสวยนะ?”
    ตอบ: “ไปมาเดือนที่แล้วค่ะ”

    ถาม: “เคยไปหลวงพระบางหรือเปล่า วัดเชียงทองกับขึ้นพูสีน่ะ?”
    ตอบ: “สองครั้งแล้วค่ะ”

    ถาม: “แล้ววัดพระแก้วล่ะ?”
    ตอบ: …

    “เป็นคนไทยทำไมไม่เคยไปวัดพระแก้ว?”
    เป็นคำถามที่ฟังแล้วจี๊ด ๆ มั๊ยคะ

    ใช่ค่ะเป็นคนไทยทำไมไม่เคยไปวัดพระแก้ว



    ทั้งที่เราตะเกียกตะกายเดินทาง
    เพื่อที่จะไปไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่สถานที่ต่าง ๆ บนโลก
    แต่วัดพระแก้วอยู่ใกล้มือเอื้อมแค่นี้
    แถมเป็นคนไทยก็เข้าฟรี (ชาวต่างชาติต้องเสียค่าเข้าชม 350 บาท)

    ทำไมไม่เคยไปคะ?



    ถ้าใครที่เกิดกรุงเทพมหานคร
    ครอบครัวอาจจะพาไปไหว้พระที่นี่บ่อย ๆ ใช่หรือเปล่าเอ่ย
    หรือไม่ก็อาจจะเคยไปกับทางโรงเรียน
    แบบว่าทัศนศึกษา ตอนเด็ก ๆ อะไรแบบนี้



    แต่สำหรับเด็กต่างจังหวัดอย่างข้าพเจ้า
    เพิ่งเคยไปวัดพระแก้วเมื่อไม่นานมานี้เองค่ะ - -”



    และก็เพิ่งจะประจักษ์แก่สายตาด้วยตนเองว่า
    วัดพระแก้วเป็นสิ่งมหัศจรรย์ของโลก
    สวยงาม ละเอียดปราณีต วิจิตรบรรจง
    และตื่นตาตื่นใจ ไม่แพ้ที่อื่นใดในโลกเลย



    จิตรกรรมฝาผนังจากวรรณคดีเรื่องรามเกียรติ์
    ยาวตลอดระเบียงทั้งสี่ทิศ สวยงาม และน่าสนใจมากค่ะ

    ถ้าเดินดูและใส่ใจในรายละเอียด
    ภาพเหล่านี้ จะมีเกร็ดเล็กเกร็ดน้อย ที่ชวนให้ยิ้มได้ด้วย
    เช่นภาพทหารปล้ำนางสนมตามพุ่มไม้ ริมกำแพงเมือง หรือที่ศาลา เป็นต้น





    ส่วนภาพที่น่าประทับใจคือภาพหนุมานในอิริยาบถต่าง ๆ
    ภาพที่เราอาจจะเคยเห็นแค่ในหน้าปกหนังสือภาษาไทยตอนเรียน
    ก็มาปรากฏตรงหน้า



    เดินชมได้อย่างเพลิดเพลินเลยค่ะ



    จะว่าไปหลาย ๆ สถานที่สำคัญ ๆ ก็มีลักษณะร่วมคล้ายกัน
    คือจะวาดเรื่องราวลงไปบนผนังของสิ่งปลูกสร้าง
    เช่นที่ นครวัด ก็จะมีรูปแกะสลักจาก วรรณคดีเรื่อง รามายณะ
    ซึ่งก็คือ รามเกียรติ์ ของไทยนั่นเอง เรื่องราวเดียวกันเลย

    แต่การชมภาพรามเกียรติ์ของนครวัดกับวัดพระแก้วแตกต่างกันมากค่ะ
    เพราะภาพที่วัดพระแก้วนั้น มีความละเอียดและมีสีสัน
    ทำให้เราซึมซับเรื่องราวได้มากกว่า

    ในขณะที่การเดินดูภาพแกะสลักหินรอบปราสาทนครวัดนั้น
    เราต้องใช้จินตานาการมากกว่า
    เนื่องจากภาพที่แกะสลักไว้นั้น เริ่มเลือนลาง
    และเป็นหินทั้งหมด จึงทำให้แยกตัวละครและเดาเรื่องราวได้ยาก
    ถ้าจะไปเดินดูควระมีไกด์หรือหนังสืออ่านไปด้วยระหว่างชมค่ะ



    ที่วัดพระแก้วนี้ ได้มีการจำลองนครวัดไว้ด้วย
    ซึ่งมีที่มาจากรัชกาลที่ 4 ได้โปรดเกล้าฯ ให้พระยาสามภพพ่าย
    ไปจำลองแบบมาจากนครวัด เมืองเสียมราฐ ประเทศกัมพูชา
    และแกะสลักหินทรายเลียนแบบของจริงทุกประการ
    ทำให้คนเคยไปนครวัดมาแล้วได้แต่ตื่นตาตื่นใจ
    เพราะแกะสลักได้เหมือนจริงมาก ๆ

    ไปวัดพระแก้ว ก็ต้องอย่าลืมเข้าไปกราบพระแก้วมรกตด้วยนะคะ
    พระแก้วมรกตเป็นพระพุทธรูปที่มีความศักดิ์สิทธิ์
    และเป็นศูนย์รวมความศรัทธาของชาวพุทธที่อาศัยในแถบนี้ค่ะ

    ในสมัยก่อน วัดใดที่ได้พระแก้วมรกตไปประดิษฐาน
    ก็จะถูกเรียกว่าวัดพระแก้วทั้งหมดเลยค่ะ



    เช่นที่ เชียงราย หรือที่เวียงจันทน์ ก็มีวัดพระแก้วนะคะ
    เพราะพระแก้วเคยถูกอัญเชิญไปประดิษฐานที่เวียงจันทน์ถึง 225 ปี
    แต่วัดนี้ไม่ได้รับการปฏิสังขรณ์ สภาพเลยทรุดโทรมพอสมควร
    ถ้ามีโอกาสก็ลองไปเที่ยวชมกันนะคะ ด้านในวัดจะมีของโบราณสะสมอยู่ด้วย



    เดินต่อค่ะ
    หลังจากไหว้พระแก้วมรกตแล้ว
    เดินออกมาจะเจอ ศาลาว่าการพระราชวัง
    และออกมาอีกนิดก็จะเจอพิพิธภัณฑ์และปืนใหญ่โบราณมากมายค่ะ


    เดินในวัดกันจนเหนื่อย ก็จะพาเดินต่อไปค่ะ
    คราวนี้ก็ไปหาอะไรกินกันเถอะ :)

    ออกจากวัดพระแก้ว เดินผ่านบ้านเรือนโบราณสวยสงบ



    ผ่านสนามหลวงไปเรื่อย ๆ ชมนกพิราบ ชมวิถีชีวิต



    จนไปถึงตรอกข้าวสารค่ะ



    ไปกินพิซซ่าลันตา พิซซ่าอบถ่าน กัน :)




    พิซซ่าหนานุ่มชีสหนึบถาดนี้ 200 บาทค่ะ



    ขนมปังกระเทียมชีสก็อร่อยมากค่ะ


    ร้านหาไม่ยากค่ะ
    อยู่ในซอยข้าง ๆ สถานีตำรวจชนะสงคราม
    เดิน ๆ เข้ามาก็จะเจอค่ะ

    link สำหรับคนที่ไปไม่ถูก ดูที่นี่นะคะ http://topicstock.pantip.com/food/topicstock/2007/12/D6105840/D6105840.html

    เริ่มด้วยวัด แต่จบด้วยร้านพิซซ่าซะงั้นสิ ^^”
    ว่าแต่คุณน่ะ เคยไปวัดพระแก้วหรือยังจ๊ะ…

Next Page »
Centurion Wordpress Theme