Food no Talk, Causeway Bay Hong Kong

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, ฮ่องกง (Hong Kong) | Tuesday 26 January 2010 12:49 pm


    ไปฮ่องกงถ้าไม่ได้กินบะหมี่ฮ่องกงก็เหมือนไปไม่ถึง
    ดังนั้น bowrainbow จึงพลิกตำราแล้วจิ้มมาหนึ่งร้าน
    ตกลงว่าจะไปกินบะหมี่ร้านอร่อย Chee Kee ย่าน Causeway Bay กันค่ะ



    วันนี้เราออกสาย ตั้งสิบโมงแน่ะ
    เพราะกะเอาไว้ว่า อยากไปถึงตอนร้านบะหมี่เปิดพอดี
    (ในตำราบอกว่าร้านเปิด 10:00 น.)



    นั่ง MTR มาลงที่สถานี Causeway Bay
    ออก EXit A จะผ่านไปออกบนดินตรงตึก Time Square พอดี



    อันนี้ หลังคาโดมที่ทำจากกระจกสีที่ Time Square
    ถ่ายจากบันไดเลื่อนค่ะ อลังการงานสร้างมาก ๆ



    เมื่อโผล่ขึ้นมาบนดินจะพบกับผู้คนและร้านแบรนด์ดังต่าง ๆ มากมาย



    ตึกสูงระฟ้า ที่แหงนหน้าจนคอตั้ง
    ก็มองเห็นพื้นที่ท้องฟ้านิดเดียว
    ที่นี่ฮ่องกงของแท้สินะ!



    รถราขวักไขว่ แท๊กซี่สีแดงรอจอดรับผู้โดยสารเป็นแนว



    หอนาฬิกาขนาดใหญ่
    สัญลักษณ์ของตึก Time Square



    จะไปร้าน Chee Kee ก็เดินไปทางที่มีหอนาฬิกานี่ล่ะค่ะ
    ง่ายมาก ๆ ข้ามถนนไปนิด แล้วเลี้ยวขวาไปหน่อย



    ไม่นานเราก็ได้พบกับป้ายร้าน Chee Kee ในตำนาน



    แต่ข่าวร้ายมาก และมากที่สุดคือ
    วันนี้ร้านปิดค่ะ!

    (ใช่สิ ก็มันตรงกับวันหลังสารทจีนวันเดียวนี่นะ)



    เสียศูนย์เลยค่ะ รู้สึกเคว้งคว้าง
    คล้ายตอนรู้ว่ากระเช้านองปิงปิดปรับปรุง

    ฮือ ๆ หนูอยากกินบะหมี่ฮ่องกง ง ง ง ง ~~~~



    หิวก็หิว จะรีบไปดิสนีย์แลนด์ด้วยอ่ะ
    เลยเดินเปะปะไปทั่ว หาร้านที่มันเปิดขายวันนี้ ตอนนี้ เดี๋ยวนี้
    โอ๊ย หิว หิว หิว เว้ย เฮ้ย!



    จนมาเจอร้านนี้ในซอยเล็ก ๆ หลัง Time Square
    สะดุดตาตรงที่คนฮ่องกงนั่งกันอยู่เต็มร้าน



    และมีป้ายรูปเบอร์เกอร์และอาหารนานาชนิด
    (กะว่ามันต้องมีเมนูภาษาอังกฤษหรือรูปอาหารให้ชี้เลือกแน่นอน)



    แต่ที่ไหนได้ ในร้านนั้นมีแต่คนจีนฮ่องกง
    และไม่มีใครพูดภาษาอังกฤษได้ซักคน
    รูปภาพอาหารก็ไม่มีให้เราชี้ ๆ

    I need food อ่ะ แง ๆๆ เข้าใจมั๊ยเนี่ย
    Food no talk สินะ T.T

    โชคยังดีที่พลิกโพยในมือไปมา
    เฮ้ยนี่เรา print “ภาษากวางตุ้งเพื่อการท่องเที่ยวรุ่นไม่อดตาย” ไปด้วย :D

    เลยให้ลุงเจ้าของร้านดูโพยภาษาจีน ว่าที่นี่มีอะไรให้กินบ้าง
    ล๊งเล๊งส่งภาษาใบ้ ภาษาจีน ภาษาไทย กับกระดาษแผ่นนั้นกันซักพัก
    เราก็ได้อาหารเช้าหน้าตาประหลาด ๆ มาวางบนโต๊ะ

    เออ คือนึกว่าจะได้เบอร์เกอร์เนื้อ แบบ แมคโดนัล
    ดันได้ “เบอร์เกอร์เนื้อเค็มใส่หัวหอมและผักกาดแก้ว”
    เห็นหน้าตาธรรมดาแบบนี้ แต่ว่าอร่อยกว่าที่คิดมาก ๆ เลยค่ะ
    เป็นรสชาติที่หากินไม่ได้ในเมืองไทยอ่ะ
    ราคาก็ถูกกว่าอาหารในร้านแนะนำซะด้วย อิอิ



    และเพื่อไม่ให้ชีช้ำจนเกินไปนัก
    เลยจิ้มภาษาจีนที่เป็นคำว่า บะหมี่ ไปด้วย



    เลยได้บะหมี่เนื้อ ที่เป็นเส้นหมี่นิสชิน
    น้ำซุปก็อร่อยนะ ถึงจะไม่ใช่ Chee kee ก็เถอะ
    ปลอบใจตัวเองไปเรื่อย เวลาหิวอะไร ๆ ก็อร่อยทั้งนั้น



    ส่วนเครื่องดื่ม อันนี้เราสั่ง Advance ได้
    เพราะเรียนรู้คำศัพท์ง่าย ๆ มาบ้าง
    เราสั่ง ตงหลายฉ่า ค่ะ แปลว่า ชานมเย็น :)



    เสร็จสรรพอิ่มหมีพีมันพุงป่อง
    ตอนเรียกเก็บเงิน ลุงเจ้าของร้านดันพูดว่า “สามแปด”

    อ้าว ไหงงั้นอ่ะ พูดไทยได้ด้วยเหรอคะ???



    เดินออกมาจากร้านแบบงง ๆ
    พอเปิดโพย ภาษากวางตุ้งเพื่อการท่องเที่ยวรุ่นไม่อดตายดู
    ก็อดยิ้มให้กับความน่ารัก ๆ ของภาษาจีนและภาษาไทยไม่ได้

    เพราะ สาม ในภาษาไทย ภาษาจีนออกเสียงว่า ซ้าม
    และ แปด ออกเสียงว่า ปาด

    เมื่อฟังรวม ๆ จึงกลายเป็น ซ้ามปาด ซ้ามปาด สามแปด!


    Remark: ใครอยากได้ ภาษากวางตุ้งเพื่อการท่องเที่ยวรุ่นไม่อดตาย
    ส่งเมลมาที่ bow.supaporn@gmail.com นะคะ
    เดี๋ยวจะส่งไฟล์ไปให้ค่ะ

    ต้องขอขอบคุณคนที่ทำไฟล์นี้ขึ้นมาด้วยนะคะ
    ที่ช่วยชีิวิตนักเดินทางที่พูดจีนไม่เป็นให้รอดตายได้ตั้งหลายมื้อน่ะค่ะ
    ขอบคุณค่ะ :)

Polin Monastery by “Bus 23″, Hong Kong

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, ฮ่องกง (Hong Kong) | Monday 25 January 2010 9:59 pm


    จริง ๆ แล้ว Destination หลักที่อยากไปฮ่องกง
    คือการได้นั่งชิลบนกระเช้านองปิง(Ngong Ping) 360 องศา
    ข้ามภูเขาสามลูกระยะทาง 5.7 กิโลเมตรชมวิวทิวทัศน์อันสวยงาม
    เพื่อไปวัดโปหลิน (Polin Monastery)
    และไหว้พระพุทธรูปเทียนถาน (Tian Tan Buddha Statue)
    พระพุทธรูปทองแดงขนาดใหญ่ที่สุดในโลก
    สูง 34 เมตร หนัก 276 ตัน งบการก่อสร้าง 2,800 ล้านบาท
    ที่ตั้งเด่นอยู่บนยอดเขาอันไกลโพ้น น น น ~ ~

    นักเดินทางที่ดีต้องเตรียมตัวหาข้อมูลและวางแพลนค่ะ
    แต่จู่ ๆ เมื่อเข้าไปตรวจสอบที่ www.np360.com.hk
    ก็พบข่าวร้ายว่า ต้นเดือนกันยายน 2009 นั้น
    ตรงกับช่วงที่ กระเช้านองปิง ปิดปรับปรุง!

    แง๊ T.T

    เสียใจอยู่เจ็ดวันจึงทำใจได้
    และเริ่มค้นข้อมูลหาวิธีเดินทางใหม่
    เพราะยังไง ๆ ก็ยังอยากไปให้ถึงยอดเขาอันไกลโพ้น น น น ~~~


    การเดินทางเริ่มต้นจาก MTR Porth Point ค่ะ
    เพราะว่าเราพักอยู่ที่โรงแรม Ibis North Point
    โรงแรมอาจจะอยู่ไกลจากสถานที่ท่องเที่ยวต่าง ๆ สักหน่อย
    แต่โชคดีที่มี MTR อยู่ใกล้มาก ๆ ทำให้สะดวกกับการเดินทางค่ะ



    การไปวัดโปหลิน (Polin Monastery)
    เป็นจุดหมายแรก ที่เราไปถึงฮ่องกงกันค่ะ
    ดังนั้นจึงยังไม่คุ้นเคยกับการเดินทางโดย MTR
    เวลาเริ่มจะงง ๆ คล้ายจะหลงทาง
    bowrainbow ก็จะงัดตำราขึ้นมาดูกันสักนิด
    นั่งยอง ๆ อ่านตำราตอนรอ MTR นั่นแหละค่ะ lol



    นั่ง MTR ข้ามเกาะ ลอดใต้ทะเล แล้วมาขึ้นบกที่เกาะลันเตาค่ะ
    สุดสายมาลงที่ สถานี Tung Chung ออกทาง Exit B
    เดินขึ้นมาจะมาโผล่ที่ City Gate Outlet
    ห้างสรรพสินค้าที่ลดราคาทั้งปี
    (เดี๋ยวไหว้พระเสร็จก่อนเราจะมาช้อปกัน:)



    เพราะกระเช้าที่อยากนั่งข้ามภูเขาสามลูกปิดปรับปรุง ~.~
    เราก็เลยต้องเดินทางกันด้วยรถบัสหมายเลข 23
    ซึ่งจอดอยู่ข้าง ๆ ที่ขึ้นกระเช้า ใกล้ ๆ กัน
    ราคารถบัสถูกใจสบายกระเป๋าเพราะราคาเพียง 16 HK$ เท่านั้นค่ะ
    ถูกกว่าขึ้นกระเช้าหลายเท่า แต่ใช้เวลาเดินทางมากกว่า
    (ขึ้นกระเช้านองปิงใช้เวลา 20 นาที
    แต่ขึ้นรถบัสสาย 23 ใช้เวลา 45 นาที)

    ที่ฮ่องกง รถบัสแต่ละสาย จะมีป้ายเป็นของตัวเอง
    ไม่เหมือนบ้านเราที่ป้ายเดียวรวมทุกสาย
    คราวนี้เราจะขึ้นสาย 23 ก็เดินไปรอที่ป้ายหมายเลข 23 ค่ะ



    การจ่ายเงินค่ารถนั้น ควรใช้ Octopus Card มา Tab นะคะ
    เพราะถ้าไม่มีบัตร Octopus ก็ต้องจ่ายเป็นเงินจริง ๆ
    ถ้ามีเงินไม่พอดีก็ต้องจ่ายเกินราคาไป
    คนขับรถเค้าไม่ทอนเงินให้นะคะ

    ** ดู รายละเอียดของ บัตร Octopus Click ที่นี่



    ตอนแรกคิดว่าทางขึ้นเขาคงไม่มีอะไรน่าสนใจ
    กะว่าจะมานอนหลับบนรถ :P
    แต่ที่ไหนได้ สองเส้นทางคดโค้งราวกับอยู่แม่ฮ่องสอน
    เลียบภูเขา ผ่านทะเล และหมู่บ้านของชาวฮ่องกงไปเรื่อย



    จนเวลาผ่านไปเกือบชั่วโมงเราก็เห็น Big Budha
    พระพุทธรูปเทียนถานขนาดใหญ่ยักษ์ตั้งเด่นอยู่บนยอดเขา



    จากที่จอดรถ เราต้องเดินขึ้นบันไดไปอีก
    จึงจะถึงฐานของพระพุทธรูปเทียนถาน



    ก็ค่อย ๆ ป่ายปีนกันขึ้นไปค่ะ
    อากาศดีมาก และสองข้างทางก็เต็มไปด้วยต้นสนและต้นส้ม



    เมื่อขึ้นไปถึงด้านบนจะหายเหนื่อยเป็นปลิดทิ้ง



    ลมพัดเย็นสบาย วิวที่มองไปสุดสายตาคือภาพยอดเขาขนาดใหญ่
    เหลื่อมซ้อนทับอย่างมีมิติ และมีศาลาเก๋งจีนเล็ก ๆ กลางป่า
    นี่มันฉากในหนังจีนกำลังภายในชัด ๆ !



    นี่คงเป็นจุดชมวิวที่สวยที่สุดบนเกาะลันเตา
    มองไปด้านหน้าเห็นภูเขา มองไปด้านหลังเห็นทะเล



    และเมื่อแหงนไปเบื้องบน
    ก็มองเห็นพระพุทธรูปปางสมาธิและห้ามญาติองค์ใหญ่ที่สุดในโลก



    รอบ ๆ องค์พระ จะมีรูปปั้นก็เหล่าเทพเจ้าในอิริยาบถต่าง ๆ
    ซึ่งหันด้านหลังให้กับภูเขา และเงยหน้าไปทางองค์พระ







    หลังจากกราบไหว้พระพุทธรูปแล้ว
    ต่อไปก็ถึงคิวของร้านขายของที่ระลึก
    หมู่บ้านวัฒนธรรมนองปิง (Ngong Ping Village)



    จริง ๆ แล้วที่นี่ไม่ใช่หมู่บ้านเก่าแก่
    แต่เป็นหมู่บ้านที่จำลองขึ้นไว้ขายของที่ระลึกให้กับนักท่องเที่ยว
    สร้างคล้ายกับหมู่บ้านจีนโบราณ



    มี Wishing Shrine ให้เขียนขอพรด้วยนะ



    มองมุมนี้คล้ายอยู่ที่ญี่ปุ่น :)



    เที่ยวเล่นถ่ายรูปในหมู่บ้าน
    จนแสงแดดยามเย็นสะท้อนประตูไม้เป็นสีส้ม



    ก็ถึงเวลาที่จะต้องนั่งรถบัสกลับเข้าเมืองแล้ว
    ไปรอรถที่ป้าย 23 เหมือนเดิม



    ลงรถที่หน้าห้าง City Gate Outlet แล้วเราก็พุ่งตรงไปที่นี่
    Food Republic :D



    เดินวนกันอยู่สองรอบครึ่งก็ตกลงใจที่ร้านนี้
    ร้านอาหารไต้หวัน
    (เพราะเรามีแพลนจะไปไต้หวันกันในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า อิอิ)



    หน้าตาคล้าย ๆ ข้าวขาหมูพะโล้
    แต่อร่อยกว่ามาก ๆ สรุปว่า ไต้หวันอาหารอร่อย น่าไปจริงๆ



    นั่งกินข้าวไป ชมวิวไป
    ก่อนจะไปใช้พลังงานด้านการช้อปปิ้งใน Outlet ต่อ :)




    Remark:

    ถึงจะอดนั่งกระเช้าแต่ก็มีรูปคู่กับกระเช้ามานะ
    ไว้ค่อยกลับไปใหม่ เมื่อกระเช้าไม่ปิดปรับปรุง!



Keep Shopping ~ Walking ~ Eating, Temple Street Hong Kong

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, ฮ่องกง (Hong Kong) | Thursday 21 January 2010 1:49 pm
    เมื่อไปฮ่องกง ทุกคนจะได้รับภารกิจ 3 อย่างเท่า ๆ กันคือ

    หนึ่ง Shopping
    สอง Walking
    สาม Eating!



    และ Temple Street คือสถานที่ที่เหมาะที่สุด
    ที่จะปฏิบัติภารกิจฮ่องกงให้ลุล่วงอย่างสมบูรณ์

    Let’s Shopping ~ Walking ~ Eating :D



    การเดินทางมา Temple Street ง่ายมาก ๆ
    เพียงแค่นั่งรถไฟใต้ดินสายสีแดงมาลงที่สถานี Yau Ma Tei
    สถานีนี้อยู่บนฝั่งเกาลูน แต่ถ้าใครที่อยู่ฝั่งเกาะฮ่องกงหรือเกาะลันเตา
    ให้นั่งรถไฟมาลงที่สถานี Central เพื่อ Exchange มาสายสีแดง
    Yau Ma Tei ห่างจาก Central เพียง 4 ป้ายเท่านั้น



    ถึงที่หมายเราจะโผล่ขึ้นบนดินที่ทางออก Exit C
    ตอนขึ้นมาอาจจะงง ๆ นิดหน่อยว่าจะเดินไปทางไหนดี
    แต่ที่นี่ ฮ่องกง ไม่ต้องกลัวหลงทางค่ะ
    เค้ามีป้ายบอกถนนหนทางชัดเจน
    เพียงแค่เราเพิ่มนิสัยรักการอ่านและช่างสังเกตนิดหน่อยเท่านั้น



    Temple Street เป็นถนนคนเดินที่มีสินค้าราคาหลากหลายให้ซื้อ
    รวมถึงมีร้านอาหารข้างทางหลายร้านให้เลือกกินตามใจชอบ

    มีหลายร้านที่คนไทยเคยมากินและลงไว้ในหนังสือคู่มือท่องเที่ยว
    และร้านนี้คือร้านแรกที่สะดุดตา ร้าน Hing Kee
    แหม ก็เล่น Print ปกหนังสือขนาดใหญ่ ตั้งไว้หน้าร้าน
    เราคนไทยเวลาไปต่างแดน พอเจอภาษาบ้านเกิดก็พุ่งเข้าใส่ตามธรรมชาติ :)



    แต่ต้องทำใจไว้ก่อนเลยนะคะว่า
    กว่าจะได้เข้าไปนั่งในร้านต้องรอสักพักใหญ่
    เพราะเป็นร้านดังร้านอร่อย ลูกค้าแน่นร้าน
    ทั้งคนฮ่องกงและนักท่องเที่ยว



    การสั่งอาหารที่นี่ง่ายค่ะ
    เพราะมีทั้งรูปและมีภาษาอังกฤษกำกับไว้ที่เมนู

    แต่วิธีการสั่งอาหารที่ดีที่สุด
    คือดูว่าโต๊ะอื่นในร้านเค้ากินอะไรกัน
    เราก็สั่งแบบที่ชาวบ้านเค้ากินกัน
    เพราะมันต้องอร่อยอย่างแน่นอน ^^V



    จานแรกค่ะ, Deep Fried Oysters Cake
    หอยนางรมทอด กรอบอร่อย
    แต่ไอ้น้ำซอสสีแดง ๆ ที่ราดแบบในรูปนั่นอย่าไปราดเยอะเชียวนะคะ
    เพราะมันไม่ใช่ซอสหวาน ๆ แบบที่เมืองไทย

    มันคือซอสเค็ม(มาก) ค่ะ!
    แล้วโบว์ก็ราดไปซะเยอะเชียวด้วย T.T



    จานที่สองคือ ผัดหอยลาย
    อร่อยมาก สั่งกันทุกโต๊ะ
    จนทุกโต๊ะในร้านจะเต็มไปด้วยกองภูเขาเปลือกหอยค่ะ



    มาถึงอาหารชื่อดังของร้านนี้ ข้าวอบหม้อดิน หรือ Rice Pot ค่ะ
    โดยเราสามารถเลือก Topping แบบต่าง ๆ
    เช่น เป็ด ไก่ หมู เนื้อวัว เนื้อกบ ไส้กรอก ปลาเค็ม ฯลฯ
    หรือจะผสมกันแบบไหน กี่อย่าง ก็ได้

    เวลาเสิร์ฟให้กินกับซอสสีดำ ๆ ขวดนี้ค่ะ
    เป็นสูตรเฉพาะของทางร้าน Hing Kee
    เหยาะ ๆ แล้วให้คลุก ๆ กับข้าวในหม้อดิน
    ตรงก้นหม้อจะได้ไม่ไหม้ค่ะ
    (เวลาเหยาะซอส ต้องอย่าลืมชิมด้วย เดี๋ยวเค็มเกินไปอีก)



    อิ่มออกมาจาก Hing kee แล้ว เราก็เดินดูของตามถนนกันต่อไป
    แต่ไม่รู้อะไรดลบันดาลใจให้มานั่งลงที่ร้านนี้อีก



    คล้าย ๆ เป็นร้านข้าวมันไก่ที่มีปนหน้าเป็ดและหน้าหมูด้วย
    ร้านอยู่แยกเลี้ยวซ้ายจากถนนสายหลักค่ะ



    ถึงจะอิ่มแค่ไหน แต่เลือดนักชิมมันเข้มข้นกว่า
    เราจึงนั่งเลือก ๆ เมนูอย่างสนุกสนาน
    อีกเสียงในใจก็กลัวว่าจะกินไม่หมด



    น้ำซุปถ้วยใหญ่ที่อาเจ๊เจ้าของร้านตักให้
    มีซุปเปอร์ตีนไก่ของโปรดที่อุดมด้วยคอลลาเจนต้านวัยชรา
    ให้มาเลยเต็ม ๆ หนึ่งตีน!



    ซดน้ำซุป แทะตีนไก่อยู่แป๊บเดียว
    จานหลักของเราก็ถูกนำมาวางตรงหน้า
    ข้าวมันไก่+เป็ด ขนาดไซส์ L

    จากที่คิดว่าจะกินไม่หมด
    ก็ดันซัดโฮกเข้าไป จนข้าวไม่เหลือซักเม็ด
    น้ำซุปไม่เหลือซักหยด ^^”



    คราวนี้อิ่มของจริง เลยต้องหยุดภารกิจ Eating ไว้ก่อน
    เริ่ม Walking และ Shopping กันดีกว่า :)



    เดิน Temple Street เหมือนเดินอยู่ในเมืองจีน
    สินค้า Made in China มีอยู่มากมาย
    เสื้อผ้า นาฬิกา กระเป๋า รองเท้า ตุ๊กตา ของเล่น ฯลฯ



    ส่วนชิ้นนี้ น้อง Ponyo นอนรอเราอยู่
    เราเลยมารับกลับเมืองไทยซะ :)



    เดินไปจนสุดถนนสายแรก
    ก็เห็นร้านหนึ่งคนต่อแถวกันยาวมาก



    เป็นร้านขายน้ำมะม่วง Hui Lau Shan ชื่อดังนั่นเอง



    ถอยมาหนึ่งแก้ว เป็นน้ำวุ้นมะม่วงในน้ำกะทิ



    ส่วนคนที่ไปด้วยกัน พอดีไม่สบาย
    และร้านนี้ก็มี สโลแกนว่า Heathy Dessert
    เลยอยากลองกินยาจีนที่มีขายอยู่หน้าร้านนี้พอดี

    ยาน้ำดำขมปี๋เพราะเต็มด้วยตัวยาจีนหลายอย่าง
    ตัวยาหนึ่งในนั้น คือ กระดองเต่า!

    แปลก ที่กินแล้วอาการป่วยเริ่มทุเลา
    คล้ายจอมยุทธที่สูญเสียพลังลมปราณ
    ได้กินยาหม้อที่ต้มด้วยสมุนไพรจากยอดเขาอัลไต

    กระดองเต่ารักษาทุกโรค :P



    Temple Street ยาวสองสามช่วงถนน
    เมื่อเดินจาก Yau Ma Tei ลงมาทาง Jordan
    เราจะผ่านประตูวัด Tin Hau
    แหงนมองขึ้นไปเห็นพระจันทร์เต็มดวงตรงประตูวัดพอดี



    เดินพ้นเขตวัดนิดเดียว
    เราก็จะพบกับอาณาจักรแผงลอยขาย Sex Shop
    (ไม่ได้ถ่ายรูปมา เพราะมัวแต่ไปเดินเลือกสินค้าอยู่ #กักกัก ><)



    จากถนนหนึ่งมาสู่ถนนหนึ่ง
    ร้านขายของยังคงตั้งยาวไปจนสุดถนน
    ถ้าเดินไปเรื่อย ๆ จะสามารถขึ้นรถไฟใต้ดินกลับจากสถานี Jordan ได้ค่ะ



    หมดไปหนึ่งคืนที่ Temple Steet
    แต่ว่าคืนถัดมาหลังจากเที่ยว The Peak และ Avenue of Star แล้ว
    เราก็มาจบมื้อดึกกันที่นี่อีกแล้วค่ะ

    (ฮ่า ๆ ติดใจ)

    คืนที่สองเราไปกิน Sea Food แกล้มเบียร์กัน
    ตรงสี่แยกแถว Temple Street



    ร้าน Sea Food มีอยู่มากมาย



    เลือกซักร้าน นั่งลง แล้วสั่งเบียร์เย็น ๆ
    พร้อมกับละเลียดเลือกเมนูอาหารทะเล



    จานแรกที่เลือกคือ แกงกระหรี่ทะเล
    สีสันจัดจ้าน แต่ไม่เผ็ดนะคะ



    จานที่สองอันนี้ เส้นหมี่ผัดเนื้อ
    อร่อยมาก ถ้ากลับไปก็ต้องไปกินอีก



    ส่วนจานนี้ เป็นหอลเชลล์อบวุ้นเส้นโปะด้วยกระเทียมเจียว
    สั่งเพราะแปลกดี ที่เมืองไทยไม่ค่อยมีใครทำ
    นอกจากร้านอาหารจีนบางร้านเท่านั้น



    ไปฮ่องกงห้ามพลาด Temple Street นะคะ :)


    ข้อมูลเพิ่มเติมอื่น ๆ
    - ร้าน Hing Kee โดย ลุงเด้ง แห่ง HKFC (Hong Kong Fan Club)
    - กินอะไรดีที่ฮ่องกง จาก คลังกระทู้ของห้อง Blueplanet
    - เส้นทาง MTR ทั้งหมด
    - เว็บร้าน Hui Lau Shan น่ารักดี มีรูปยั่วน้ำลาย (แต่เป็นภาษาจีนนะ)

โพลารอยด์ฮอยอัน (Polaroid Hoian)

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, เวียดนาม (Vietnam) | Sunday 17 January 2010 12:30 am
    ความทรงจำบางอย่างจากการเดินทาง
    ยิ่งนานวันยิ่งลางเลือน
    เหมือนฉันกับฮอยอัน



    เมืองมรดกโลกเล็ก ๆ ริมฝั่งแม่น้ำทูโบน
    ประเทศเวียดนาม



    ฤดูร้อนกลางเดือนมิถุนายนปี 2006
    หลังจากเที่ยวงาน Hue Festival
    ฉันจึงเดินทางเลียบเลาะถนนริมทะเล
    เพื่อจะมาใช้ชีวิตน่ารัก ๆ ที่ “ฮอยอัน”



    ฮอยอันเป็นเมืองที่มีประวัติเก่าแก่ยาวนาน
    บ้านเรือนในสมัยญี่ปุ่นบุกยึดครองยังคงถูกรักษาไว้อย่างดี
    รวมถึงชุมชนชาวจีนสมัยที่มาตั้งรกรากค้าขายที่เมืองท่าแห่งนี้



    ยามกลางวันที่นี่คือแกลเลอรี่ขนาดใหญ่ริมแม่น้ำ



    ส่วนยามค่ำคืน,
    ทั้งเมืองจะสว่างไสวไปด้วยแสงเล็ก ๆ จากโคมไฟกระดาษ



    ที่ทำให้ทั้งเมืองเหมือนมีหิ่งห้อยนับร้อยนับพัน
    ส่องแสงวิบวับอยู่ทุกหลังคาเรือน



    เมืองเก่าแก่มีตำนานเล่าขาน
    ส่งผลต่อวิถีชีวิตของคนที่นี่
    ทั้งในแบบแนวทางใหม่และดั้งเดิม

    คาเฟ่หลายร้านริมแม่น้ำทูโบนเกิดขึ้นมาเมื่อไม่กี่ปีมานี้
    (ที่อร่อยและน่านั่งก็ร้านนี้ล่ะ Tam Tam Cafe’)



    ในขณะที่ชาวเวียดสวมงอบหาบขนม
    ก็ยังคงมีให้เห็น



    ทุกสิ่งล้วนถูกใส่ตู้ไปรษณีย์ส่งต่อมาจากในอดีต
    ถึงผู้คนในปัจจุบัน

    พวกเราเดินทางผ่านไปเพื่อสร้างความทรงจำ



    หลายปีผ่านไป,
    ฉันจำอะไรเกี่ยวกับฮอยอันไม่ได้มากนัก
    ความทรงจำระหว่างฉันกับฮอยอันเริ่มซีดจาง
    ราวกับบันทึกการเดินทางไว้ด้วยกล้องโพลารอยด์

    แต่ในความซีดจางมันก็มีความหมายในตัว
    ว่าครั้งหนึ่งในอดีตนั้น

    อย่างน้อย,
    เราเคยพบหน้ากันมาแล้ว

    และฉันก็ถ่ายภาพเธอในทันทีที่แรกเห็น
    โพลารอยด์ฮอยอัน :)

เกาะหมาก & Neverland, ตราด (3)

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, ตราด (Trat) | Friday 15 January 2010 10:57 pm
    6. เกาะหมากโคโค่เคป

    เกาะหมากเป็นเกาะขนาดย่อม ๆ
    ซึ่งอยู่ระหว่างเกาะช้างกับเกาะกูด

    พอฉันย่างเท้าขึ้นเกาะ
    ราชรถจากเกาะหมากโคโค่เคปก็มาเกยถึงท่าเรือ
    เป็นรถหกล้อที่ตกแต่งได้ชิค ๆ

    ที่ใช้รถแบบนี้เพราะเส้นทางบางเส้นบนเกาะ
    ยังไม่ได้ลาดยางหรือปูน
    เรียกว่ายังมีความทุรกันดารอยู่บ้าง
    ต้องเข้าป่าไปเพื่อค้นพบสวรรค์กลางทะเล

    เกาะหมากโคโค่เคปเป็นที่พักแสนสุขสงบ
    เพื่อนสองคน พิมพระจันทร์และรมิดา
    ต้อนรับเพื่อนอยู่ในบ้าน “ฟ้าใส”

    บ้าน “ฟ้าใส” เป็นที่พักหลังที่ติดกับทะเล
    มีมุ้งสีขาว มีปลอกหมอนลายปลาโลมา
    ผ้าปูเตียงลายท้องทะเล

    มีเปลให้นอนเล่นรับลมหน้าบ้าน

    และมีหมาน้อยให้เล่นหนึ่งตัว :)

    “เจ้าโยเกิร์ต”

    ** โยเกิร์ตเป็นหมาของอีกร้านหนึ่งที่อยู่อีกหาด
    แต่เจ้าของไม่ค่อยอยู่ เลยมาทำงานอดิเรกที่โคโค่เคป!

    *** ใครสนใจไปเกาะหมากโคโค่เคป click ที่นี่นะ


    7. Ponyo Dancing

    กิ่งไม้ไร้ใบสีน้ำตาลเทา
    ตัดกับสีฟ้าแสนฟ้า

    แดดอ่อน ๆ ยามบ่าย
    พวกเราสามคน ฉัน, รมิดา และพิมพระจันทร์
    ก็ออกเดินทางไกลกัน

    เส้นทางจากเกาะหมากโคโค่เคป
    เลียบเลาะป่าละเมาะริมทะเลไปเรื่อยจนถึงอ่าวพระ
    เป็นเส้นทางที่สวยอย่างไม่น่าเชื่อ

    น้ำทะเลเขียวใส
    หาดทรายสีขาว
    ก้อนหินภูเขาไฟสีดำ

    มองไปจนสุดขอบฟ้าจรดทะเล
    จะเห็นเกาะเล็ก ๆ ที่สามารถพายเรือคายัคไปได้
    ชื่อว่า “เกาะขาม”

    อ่าวพระ มีชิงช้าริมทะเลให้เล่น
    ฉันกับพิมพระจันทร์นั่งอยู่บนชิงช้า
    รมิดา เธอลงไปในทะเล

    แต่ไม่นาน รมิดา ก็ตะโกนว่า
    “ทรายตรงนี้นิ่มมาก ลงมาดิ”

    ทรายนิ่มอ่อนยวบเวลาเราเหยียบลงไป
    หลายคนน่าจะนึกออก
    มันสนุกมากกับสัมผัสอ่อนโยนจากใต้ท้องทะเลนั้น

    นั่นล่ะ
    Ponyo Dancing จึงเกิดขึ้น

    หญิงสาวสามคนเริ่มเต้น
    กระโดดเหยียบผืนทรายใต้น้ำ
    กลางทะเลสีฟ้าTurquoise

    เป็นความทรงจำดี ๆ ในบ่ายวันหนึ่ง
    ที่อ่าวพระ, เกาะหมาก Neverland :)

    ** ใครไม่รู้จัก Ponyo click ที่นี่นะ

Next Page »
Centurion Wordpress Theme