พระพุทธรูปสี่ทิศไจ๊ปุ่น, หงสาวดี พม่า

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, พม่า (Myanmar) | Sunday 21 February 2010 1:44 pm
    เคยไปสัมภาษณ์งาน และต้องเล่าเกี่ยวกับงานอดิเรก
    ก็บอกไปว่า ส่วนตัวแล้วชอบถ่ายรูปและเดินทางค่ะ
    คนที่สัมภาษณ์เราก็จะถามคำถามเพิ่มว่า เคยไปไหนมาบ้าง
    แต่คำตอบที่ทำให้รู้จักเราที่สุดและรับเราเข้าทำงาน
    ทุกครั้ง คือ ประสบการณ์ Backpack ไปพม่าคนเดียว



    เพราะส่วนใหญ่จะตีความกันว่าคนที่เดินทางคนเดียว
    คือคนที่มีความเข้มแข็งมาก
    ทั้งที่จริงแล้ว เราไม่ได้ใช้ความเข้มแข็งอะไรเลย
    สิ่งที่มีคือ ความอยากรู้ อยากเห็นในโลกกว้างใหญ่ก็เท่านั้น

    พูดถึงพม่า ทำให้นึกถึงความรู้สึกในตอนนั้น
    ได้ผจญภัยไปในดินแดนแห่งเจดีย์
    ที่เราโดนฝังหัวมากับหลักสูตรการศึกษาของไทยว่า
    พม่าคือข้าศึกที่เลวร้าย มาปล้นเอาทองของเราไปจนหมด



    ในความคิดของเด็ก ๆ ก็จินตนาการกันไปว่า
    คนพม่าคงต้องใจร้าย ป่าเถื่อน
    เวลาใครชวนเดินทางไปพม่า
    มักจะมีแต่คนส่ายหน้า ว่า ไม่ไป
    เพราะคงเห็นว่าเป็นประเทศปิด
    และเหมือนไปเที่ยวประเทศของศัตรูของชาติไทย
    (ขนาดนั้นเลยนะ)



    แต่สำหรับคนที่เคยไปพม่ามาแล้ว
    คงคิดเหมือน ๆ กัน ทั้งหมดว่า
    ไม่ใช่เลยสักนิด

    คนพม่า(ที่เป็นชาวบ้าน)ในความเป็นจริง
    อ่อนโยน และน้ำใจดีงาม
    เคร่งครัดศรัทธาในพุทธศาสนามาก



    บ้านเรือนอาจจะดูด้อยค่า
    แต่พุทธศาสนสถานนั้น ชาวบ้านทุกคนจะทุ่มทุนทุ่มแรง
    เพื่อสร้างขึ้นมาอย่างยิ่งใหญ่กว่าชาติใดในโลก

    ที่ฉันตื่นตะลึงและชอบมากที่สุด
    คือพระพุทธรูปยักษ์หันหน้าสี่ทิศ
    ที่ชานเมืองหงสาวดี หรือเมืองบาโก



    คุณลุงสามล้อถีบ ถีบด้วยแรงสองเท้า
    เพื่อพานักท่องเที่ยวอย่างฉัน
    ข้ามสะพานรูปรถไฟออกไปนอกเมือง



    ถนนลาดยางที่นาน ๆ มีรถยนต์แล่นผ่าน
    เต็มไปด้วยเด็กนักเรียนถือปิ่นโตและนุ่งโสร่งสีเขียว
    เวลาเกือบสี่โมงเย็น โรงเรียนเลิกพอดี
    บางคนพ่อแม่มารับ บางคนก็เดินเท้ากลับบ้านเอง





    จากแยกถนนลาดยาง
    คุณลุงถีบรถเลี้ยวขวาเข้าไปใน
    เส้นทางลูกรังเล็ก ๆ ที่มุ่งหน้าสู่พระพุทธรูปสี่ทิศ
    ที่ชาวบ้านเรียกกันว่า “ไจ๊ปุ่น”



    ตำนานที่มาของการสร้างนี้ในตำราบอกไว้ว่า
    สร้างโดยพระธิดาสี่พระองค์ของพระเจ้าหงสาวดี



    ที่ให้คำมั่นสัญญากันว่าจะมุ่งเป็นอุบาสิกา ไม่อภิเษกสมรส
    จึงสร้างพระพุทธรูปยักษ์สี่ทิศแทนแต่ละองค์ นั่งหันหลังชนกัน
    เป็นศิลปะแบบมอญ พระพักต์จึงเป็นรูปไข่สวยงาม



    แต่ต่อมาพระธิดาองค์สุดท้องผิดคำสาบาน
    พระพุทธรูปของพระองค์จึงพังทลายลงมา



    ที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบันคือองค์ที่สร้างใหม่ในภายหลัง
    พระพักต์จึงเปลี่ยนเป็นรูปสี่เหลี่ยมตามศิลปะพม่า



    ฉันชอบที่นี่มาก เพราะเป็นพุทธสถานที่สร้างด้วยผู้หญิง
    ทำให้รายละเอียดต่าง ๆ ดูอ่อนช้อย งดงามและยิ่งใหญ่



    ขนาดประตูทางเข้าที่นี่ ยังเป็นสีชมพูสวยงามเลยล่ะ



    เด็กนักเรียนโสร่งสีเขียว มือข้างหนึ่งถือปิ่นโต
    ยังคงเดินหน้ามุ่งสู่เจดีย์ไจ๊ปุ่น



    ไม่รู้ว่าเด็กนักเรียนที่นี่เรียนรู้ประวัติศาสตร์
    ที่เขียนถึงเมืองไทยว่าอย่างไรกันนะ?

โรตีไข่ดาว อาหารเช้าแบบคนภูเก็ต

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, ภูเก็ต (Phuket) | Wednesday 17 February 2010 10:41 pm
    จากเกสท์เฮ้าท์43 เดินมาไม่ไกลจะถึงสี่แยกแถวน้ำ
    สี่แยกชื่อแปลก ๆ นี้ มีร้านโรตีชื่อดังในตำนานอยู่หนึ่งร้าน
    เรียกกันว่า โรตีแถวน้ำ



    ร้านนี้ขายโรตี และอาหารมุสลิมค่ะ
    ประเภทแกงเนื้อ แกงไก่ มัสมั่นเนื้อ แกงปลา แกงถั่ว
    จานละ 30 บาท กินคู่กับโรตีใส่ไข่

    แต่ว่า โรตีใส่ไข่ที่นี่ หมายถึง ไข่ดาว หรือไข่เจียวนะคะ
    โดยจะทอดไข่ลงไปในกะทะที่ใช้ทอดโรตี
    พอโรตีสุกก็จะนำมาหั่น ๆ แล้วโปะด้วยไข่ดาวร้อน ๆ :)



    กินโรตีไข่ดาวน้ำแกงคู่กับโกปี๊เข้ม ๆ หวาน ๆ หอม ๆ
    นั่งดูวิถีชีวิตชาวบ้านในดินแดนชิโนโปรตุกีส
    เพียงแค่นี้ก็ “ถึง” ภูเก็ตแล้วค่ะ



    ร้านโรตีอยู่ข้าง ๆ กับคลีนิคทำฟัน ตรงข้ามกับศูนย์ฮอนด้า
    สี่แยกแถวน้ำ อ. เมือง จ. ภูเก็ตค่ะ

    อย่าลืมไปลองกินดูนะ อร่อยมากมุมิ :)



Guesthouse 43 สไตล์ชิโนชิค ๆ , ถ. ถลาง ภูเก็ต

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, ภูเก็ต (Phuket) | Thursday 11 February 2010 12:50 pm
    เคยเขียนเรื่องตึกสไตล์ชิโนโปรตุกีส หรือ Shophouse ไปแล้ว
    คราวนี้จะพาไปนอนที่ Guesthouse ชิค ๆ ฮิป ๆ กันบ้างค่ะ :)



    ที่พักคราวนี้มีชื่อว่า Guesthouse 43 อยู่ที่ถ. ถลาง
    ถนนสายชิโนโปรตุกีส กลางเมืองภูเก็ต



    Guesthouse นี้ปรับปรุงจากตึกสไตล์ชิโนของแท้
    หน้ากว้างจะแคบแต่ตัวบ้านจะลึกเข้าไป
    ด้านในสุดจะมีลานกว้าง หลังคาเปิดเพื่อรับแสงแดด



    โบว์ได้นอนห้อง Black Magic ซึ่งอยู่ชั้นล่างสุดของตึก
    ประตูหลังห้องเปิดไปจะเป็นลานกว้างหลังคาเปิดแบบตึกชิโนของเดิม
    ซึ่งปรับปรุงให้เป็นสวนหย่อมแนว ๆ ขนาดเล็ก
    และมี Shower ฝนตกแบบ Outdoor



    วันที่ไปถึงเป็นเวลาห้าทุ่มตามเวลาท้องถิ่นภูเก็ต
    และเป็นวันพระจันทร์เต็มดวงพร่างฟ้า
    แก้ผ้าอาบน้ำแบบ Outdoor และชมจันทร์ไปด้วย
    โรแมนติกยิ่งนัก!

    Location ดี ที่นอนนุ่ม ห้องอาบน้ำชิค ๆ






    ช่วงนี้ Guesthouse กำลังจะตกแต่งใหม่
    ราคาเลยได้ในราคานักเรียนนักศึกษา
    คืนละ 400 บาทเท่านั้น



    สนใจรายละเอียดเพิ่มเติม
    เข้าไปดูในเว็บ Guesthouse43 ได้ค่ะ

วันนี้พระอาทิตย์ตกที่แหลมพรหมเทพเวลา 18:35 นาฬิกา

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, ภูเก็ต (Phuket) | Wednesday 10 February 2010 2:37 pm
    1.

    มนุษย์เราคงเป็นสิ่งมีชีวิตประเภทเดียวในจักรวาล
    ที่ชอบเฝ้ามองดูดวงตะวันขึ้นและตก…






    2.

    วันนั้นเป็นวันเสาร์
    ไม่รู้ว่าผู้คนมากมายเดินทางมาจากที่ไหนกันบ้าง
    แต่ทุกคนมีจุดรวมสายตาที่เดียวกัน
    ที่ขอบฟ้าจรดทะเล


    3.

    เงาต้นตาลสีดำเรียงตัวเป็นแนวที่ริมผาหิน
    แสงแดดจ้าเริ่มอ่อนแรงลง
    พระอาทิตย์สุกเป็นสีไข่เค็มสีแดง
    พอด้านล่างของไข่แดงเริ่มแตะผิวน้ำ
    จะเป็นช่วงที่น่าตื่นตาตื่นใจที่สุดจนห้ามละสายตา
    เพราะไม่เกินสองนาทีไข่แดงทั้งลูกจะจมลงสู่ทะเลอันดามัน
    อย่างรวดเร็วและไม่เคยรอให้ใครพร้อมหันมามอง
    แสงสุดท้ายของเย็นวันเสาร์เหลือเพียงเส้นขีดเล็ก ๆ
    จนกระทั่งลับสายตา






    4.

    เป็นครั้งแรกที่ฉันเห็นผู้ที่นั่งชมพระอาทิตย์ตกทุกคน
    พร้อมใจกันปรบมือเสียงดังกึกก้องไปทั่ว
    ราวกับนี่คือสิ้นสุดการแสดงของศิลปินดังระดับโลก

    ด้วยองค์ประกอบทุกอย่าง ทั้งนักแสดงและฉาก
    เป็นการแสดงโชว์ที่ Perfect จริง ๆ :)







    5.

    “วันนี้ที่ประภาคารกาญจนภิเษกแหลมพรหมเทพจังหวัดภูเก็ต
    ดวงอาทิตย์ตกเวลา 18:35 น.”

From Raya with Love, Phuket

Posted by Rainbow | Somewhere Out There, ภูเก็ต (Phuket) | Monday 8 February 2010 11:37 pm
    ที่รัก,
    ฉันกลับมาจากทะเลแล้ว
    เป็นครั้งแรกที่ฉันไม่มีเรื่องอะไรจะเล่าให้เธอฟังเลย


    จำได้แค่วันนั้นอากาศร้อนมาก
    จนทำให้น้ำทะเลกลายเป็นสี Blue KamiKaze



    วันทั้งวัน
    ฉันเอาแต่อยู่ในน้ำ
    ดำดูปะการังและปลาหมึกสามตัว



    พอเหนื่อยนิด ก็ขึ้นฝั่งมานั่งใต้ร่มชายหาดสีขาว
    นั่งจิบสมูทตี้ที่มีชื่อ ว่า เดอะบีช
    ดูสับปะรดที่ประดับแก้วสิ
    น่ารักเหมือนเรือใบสีเหลืองเลย ว่ามั๊ย :)



    ที่นี่มีต้นมะพร้าวเยอะแยะ
    น้ำมะพร้าวสด ๆ จากต้น หวานหอมอร่อยมาก
    หลังจากดูดน้ำหมด
    เนื้อสีขาวใส ๆ ด้านในยังสามารถกินได้อีก
    ดีนะที่รัก ฉันกินหมดทั้งเนื้อและน้ำ
    ก็เค้าขายตั้งลูกละหนึ่งร้อยยี่สิบบาทน่ะ!



    เธอตามใจฉันจนเคยตัว
    ตอนที่เธออยากกินไิอติมรสช๊อกโกแล็ต
    แต่ฉันดันบอกว่าอยากกินไอติมรสมะพร้าว
    เธอยังใจดีเดินฝ่าไอร้อนไปซื้อโคโค่นัทเจลาโต้มาให้
    เรากินด้วยกันสองคนท่ามกลางไอแดดร้อนของทะเลอันดามัน
    ขอบคุณและอร่อยมากเลยเนอะ ^^



    ที่ อูลูวาตู ฉันเคยชี้ให้เธอดูดอกไม้สีขาวคล้ายดวงดาว
    บานอยู่ริมหน้าผามหาสมุทรอินเดีย
    ทะเลอันดามันก็มีเหมือนกันนะ
    ดอกนี้ไงล่ะ



    รัก รัก รัก

    your bowrainbow :)

Next Page »
Centurion Wordpress Theme